posttoday
เศรษฐกิจสหรัฐเฝดและความคาดหวัง

เศรษฐกิจสหรัฐเฝดและความคาดหวัง

16 กุมภาพันธ์ 2555

ประเด็นเศรษฐกิจที่หลายฝ่ายให้ความสนใจเป็นอย่างมากในปัจจุบันคงจะไม่พ้นการแก้ไขปัญหาในกรีซ

ประเด็นเศรษฐกิจที่หลายฝ่ายให้ความสนใจเป็นอย่างมากในปัจจุบันคงจะไม่พ้นการแก้ไขปัญหาในกรีซ

ซึ่งแน่นอนว่าประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญในการกำหนดทิศทางการลงทุนในช่วงถัดไป และจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ในวันนี้ผมอยากจะพูดเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐมากกว่า ถือเป็นการมองข้ามปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรปไปดูว่ามีอะไรที่น่าเป็นกังวลอีกในช่วงถัดไป

สำหรับมุมมองเศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบันนี้ ดูเหมือนว่าหลายฝ่ายมองว่าเริ่มมีการปรับตัวดีขึ้น ตัวเลขทางเศรษฐกิจประกาศออกมาดีกว่าที่คาดบ่อยครั้ง ความกังวลว่าเศรษฐกิจจะฟุบลงไปอีกครั้งจึงค่อยๆ หายไป โดยทางเราเองที่ไม่ได้คิดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะแย่หนักในช่วงที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้คาดว่าสวยหรูในช่วงถัดไป อัตราการเติบโตระดับประมาณ 2.5% อาจจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมสำหรับสหรัฐในปีนี้ ซึ่งก็ยังดีกว่า 1.7% ในปีก่อนซึ่งเป็นปีที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์เชิงลบที่ควบคุมไม่ได้ เช่น การประท้วงในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ เหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่น ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองต่อกรณีการขยายเพดานหนี้สาธารณะ เป็นต้น (ซึ่งน่าคิดว่าถ้าไม่มีเหตุการณ์เหล่านี้ เศรษฐกิจสหรัฐจะเติบโตเพียงใด)

แต่ประเด็นที่ต้องจับตาจริงๆ ในสหรัฐจะอยู่ที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดแรงงาน สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นเสมือนจุดเริ่มต้นของวิกฤตครั้งนี้ เรามองว่าอาจได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว การฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์นี้ย่อมหมายถึงการก่อสร้างที่มากขึ้นและการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวนั้นยังไม่น่าจะแข็งแกร่งนัก เนื่องจากอุปทานบ้านที่ยังเหลือมากและความระมัดระวังการลงทุนของภาคครัวเรือนสหรัฐ ดังที่ นายเบน เบอร์แนนคี ประธาน Fed ระบุในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าปัญหาตลาดที่อยู่อาศัยจะเป็นตัวฉุดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ อีกหลายปี จากความไม่สอดคล้องกันระหว่างอุปสงค์และอุปาทานสำหรับที่อยู่อาศัย

ตลาดแรงงานในสหรัฐในช่วงที่ผ่านมามีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ยังไม่สามารถคลายความกังวลไปได้เสียทีเดียว อัตราการว่างงานที่ 8.3% ในปัจจุบันอาจจะลดลงจากที่เคยขึ้นไปสูงสุดที่ 10% เมื่อปลายปี 2552 แต่ถ้าคิดเป็นจำนวนผู้ว่างงานแล้วยังคงสูงถึง 12.7 ล้านคน ซึ่งจำนวนดังกล่าวยังไม่ได้นับรวมคนอีก 6.3 ล้านคน ที่ต้องการทำงานแต่ไม่ได้ออกไปหางาน (และเนื่องจากไม่ได้ออกไปหางานจึงไม่นับเป็นกำลังงานและผู้ว่างงาน) และเป็นไปได้ว่าเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นคน 6.3 ล้านคนนี้จะเริ่มกลับเข้ามาหางานทำอีกครั้ง เป็นแรงกดดันในด้านเพิ่มขึ้นให้อัตราการว่างงาน โดย Fed คาดว่าอัตราการว่างงานในปีนี้จะอยู่ที่ 8.28.5% ในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ แทบจะไม่แตกต่างจากระดับในปัจจุบัน ซึ่งเป็นไปได้ว่าในอนาคต Fed อาจปรับลดประมาณการลงซึ่งกระทบต่อความน่าเชื่อของ Fed เอง หรืออัตราการว่างงานที่เกิดขึ้นอาจไม่ลดลงรวดเร็วนัก (รวมถึงอาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย) ซึ่งอาจสร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุนได้

ความอ่อนแอของตลาดแรงงานในสหรัฐที่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ Fed ประกาศที่จะคงดอกเบี้ยต่ำไปจนถึงปลายปี 2557 แม้ว่า Fed ยืนยันว่าจะให้น้ำหนักสำหรับเป้าหมายการจ้างงานเต็มที่และเสถียรภาพด้านราคาเท่าๆ กัน แต่ถ้าพิจารณาจากระยะที่คงดอกเบี้ยต่ำนี้ เทียบกับผลพยากรณ์จากโมเดล Taylor Rule โดยใช้คาดการณ์ระยะสั้นและระยะยาวของ Fed เองนั้น ดูเหมือนว่าการดำเนินนโยบายของ Fed ในครั้งนี้จะให้ความสำคัญกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน มากกว่าเสถียรภาพทางราคาหรือเงินเฟ้อ ทั้งนี้ Fed เองคาดว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2557 จะอยู่ที่ 3.34.0% ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตใน “ระยะยาว” ที่ 2.32.6% ต่อปีอย่างชัดเจน อันน่าจะเป็นผลจากการใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงไม่แปลกในที่ Fed เองจะมองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายใน “ระยะยาว” ต้องขึ้นไปสูงถึง 4.25% เพื่อแก้ไขผลกระทบจากนโยบายการคงดอกเบี้ยต่ำเป็นระยะเวลานานในปัจจุบัน (ดอกเบี้ยนโยบายเคยขึ้นไปสูงสุดที่ 5.25% ในช่วงปี 4950 ก่อนวิกฤต Subprime)

แต่การที่ Fed คงดอกเบี้ยในระดับต่ำไปอีกนานในปัจจุบันนี้ รวมทั้งการที่ ECB อัดฉีดเม็ดเงินผ่านทางการปล่อยกู้ระยะ 3 ปี (LTRO) จะทำให้สภาพคล่องทั่วโลกจะยังอยู่ในระดับที่สูงต่อไป ความจำเป็นในการที่ Fed จะออก QE3 ดูเหมือนจะน้อยลงจาก LTRO ของ ECB แต่ถ้าหากความคาดหวังต่อเศรษฐกิจเริ่มปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่พื้นฐานเศรษฐกิจยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ อาจทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจเริ่มออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาด และอาจทำให้มีการเรียกร้องหา QE เพิ่มขึ้นได้ ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นก่อนที่ Operation Twist จะสิ้นสุดลงในช่วงสิ้นเดือน มิ.ย.นี้ และถ้าหากเกิด QE ขึ้นอีกก็จะยิ่งทำให้สภาพคล่องเพิ่มมากขึ้น ปิดบังความอ่อนแอของพื้นฐานเศรษฐกิจ และฐานะการคลังของสหรัฐไปได้อีกระยะหนึ่ง แต่ก็อาจทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับวินัยทางการเงินของ Fed มากขึ้นด้วย ซึ่งจะกระทบความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพของนโยบายการเงินในอนาคต จึงยังต้องติดตามการตัดสินใจเกี่ยวกับการผ่อนคลายเพิ่มเติมของ Fed ต่อไป แต่เชื่อว่า Fed ยังจะพูดเปิดโอกาสการทำ QE ในอนาคตเพื่อให้ตลาดยังมีความหวังอยู่ต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค