
ยักษ์เหลือง โกดัก จัดทัพธุรกิจใหม่ รับเทรนด์ดิจิตอล เปลี่ยนโลก
หลังจากที่บริษัท อีสต์แมน โกดัก บริษัทผู้บุกเบิกวงการถ่ายภาพโลก
หลังจากที่บริษัท อีสต์แมน โกดัก บริษัทผู้บุกเบิกวงการถ่ายภาพโลก
ประกาศยุติการผลิตกล้องดิจิตอล กล้องวิดีโอ และกรอบรูปดิจิตอล ภายใต้แบรนด์ “โกดัก” ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 133 ปี ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
พร้อมหันไปทุ่มเทกับธุรกิจการพิมพ์ภาพ และเครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ต ทดแทนเนื่องจากทำกำไรได้มากกว่า และได้ยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์จากการล้มละลายไปในเดือน ม.ค. 2555 เพื่อหนีให้พ้นปัญหาการขาดทุนสะสม หลังจากที่ไม่อาจปรับตัวเข้ากับยุคดิจิตอล ที่เป็นกระแสหลักของพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ในปัจจุบัน
จากการเปลี่ยนแปลงของ “โกดัก” ครั้งใหญ่ในรอบนี้ เป็นที่จับตาต่อไปว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับ โกดัก ที่ทำตลาดในประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในตลาดภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่สร้างยอดขายให้กับบริษัท อีสต์แมนฯ ด้วยสัดส่วน 2021% ต่อปี โดยเฉพาะตลาดในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ทำยอดขายสูงสุดจากธุรกิจหมวดกล้องดิจิตอล
แอนดี คูเปอร์ รองประธานกลุ่มธุรกิจผู้บริโภค ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท อีสต์แมน โกดัก ตัวแทนผู้บริหาร ใช้โอกาสนี้ชี้แจงแผนธุรกิจใหม่หลังตัดสินใจเลิกธุรกิจกลุ่มกล้องดิจิตอล กล้องวิดีโอ ฯลฯ ทั่วโลก พร้อมปรับตัวด้วยการเลือกใช้เทคโนโลยีเครือข่ายอินเทอร์เน็ต “สไกป์” ชี้แจงข้อมูลสดแบบ “เรียลไทม์” ตรงจากสำนักงานใหญ่ ในเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ตามเวลาท้องถิ่นประเทศไทย 13.30 น. เมื่อวานนี้ (14 ก.พ.)
คูเปอร์ บอกว่า หลังจากบริษัทยื่นขอคุ้มครองล้มละลายต่อศาลไปเมื่อวันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา พร้อมนำธุรกิจเข้าสู่แผนฟื้นฟูเป็นระยะเวลากว่า 1 ปีนั้น บริษัทยืนยันว่าการเข้าแผนฟื้นฟูดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของโกดักทั่วโลก
ทั้งนี้ เนื่องจากแผนดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจในอเมริกาเท่านั้น ซึ่งการเข้าแผนฟื้นฟูครั้งนี้จะส่งผลให้ธุรกิจมีความแข็งแกร่งขึ้นและสามารถแข็งขันกับยุคดิจิตอลที่กำลังแข่งขันกันรุนแรงได้ พร้อมคาดว่าในไตรมาส 2 หรือ 3 ปี 2556 บริษัทจะสามารถออกจากแผนฟื้นฟูได้
ขณะที่แผนการดำเนินธุรกิจของทั่วโลกของโกดักนั้น ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจตามปกติโดยเฉพาะตลาดเอเชีย ซึ่งถือเป็นตลาดที่สำคัญจากปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากภูมิภาคนี้สูงถึง 2021% โดยมีโรงงานผลิตสินค้าทั่วเอเชียอยู่จำนวน 6 แห่ง มีพนักงานทั้งหมดประมาณ 4,000 คน
สำหรับรูปแบบของการดำเนินธุรกิจนับจากนี้ บริษัทจะมุ่งให้ความสำคัญใน 6 กลุ่มธุรกิจหลัก คือ 1.บรรจุภัณฑ์ 2.หนังสือพิมพ์ 3.สิ่งพิมพ์ 4.ดิจิตอล พรินท์ติง โซลูชัน 5.ออฟเซ็ต พรีเพด และสุดท้าย 6.เอ็นเตอร์ไพรซ์ คอมเมิร์ซ หรือธุรกิจองค์กรเชิงพาณิชย์
นอกจากนี้ ยังรวมถึงธุรกิจ “รีเทล พรินติง” หรือธุรกิจล้างภาพถ่ายทั้งในส่วนของผู้บริโภคทั่วไป ทั้งลูกค้าพาณิชย์และองค์กร โดยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีธุรกิจแล็บสีกว่า 2,000 แห่ง ในจำนวนดังกล่าวตั้งอยู่ในประเทศไทย 320 แห่ง ไปพร้อมกับแผนเดินหน้าเปิดตัวสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ เข้าทำตลาดอย่างต่อเนื่อง
รวมไปถึงการนำเทคโนโลยีด้านโซเชียลเน็ตเวิร์กเข้ามาใช้ในธุรกิจ เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นอย่างมาก
“บริษัทมีแผนให้พาร์ตเนอร์ ธุรกิจในประเทศต่างๆ เตรียมความพร้อมในการให้บริการอัดถ่ายภาพได้แบบออนไลน์ที่สามารถเชื่อมต่อได้ตรงกับระบบเครือข่ายของลูกค้าบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตด้วยเช่นกัน”
อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมั่นใจว่าภาพรวมธุรกิจจะยังเหมือนเดิมโดยเฉพาะตลาดเอเชีย แม้ว่าปัจจุบันบริษัทจะยกเลิกการทำตลาดสินค้ากล้องดิจิตอล กล้องวิดีโอ และกรอบรูปดิจิตอลออกจากตลาดทั่วโลก ซึ่งคาดว่าภายในกลางปีนี้จะนำสินค้าออกจากตลาดได้ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย
คูเปอร์ กล่าวว่า สาเหตุที่บริษัทยกเลิกการทำตลาดกลุ่มกล้องดิจิตอลทั้งหมด เป็นเพราะอัตราการเติบโตของกลุ่มธุรกิจนี้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่มั่นใจว่าจะไม่กระทบต่อภาพรวมธุรกิจ จากปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากกลุ่มสินค้าดังกล่าวเพียง 5%
“ปัจจัยหลักที่ทำให้กลุ่มสินค้ากล้องเติบโตลดลง น่าจะมาจากเทรนด์ของผู้บริโภคในปัจจุบันที่หันไปให้ความสนใจกับกล้องสมาร์ตโฟน ไอโฟน หรือกลุ่มพอยท์ แอนด์ ชูท ที่ทำให้คอนซูเมอร์สามารถแชร์รูปผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กได้ทันทีหลังจากถ่ายรูป”
ส่วนภาพรวมธุรกิจโกดักในประเทศไทยในปีที่ผ่านมา มีรายได้เติบโตดีในภาพรวม แม้จะมีปัจจัยลบและมีกลุ่มสินค้าสมาร์ตโฟนเข้ามาตีตลาด ส่งผลให้การใช้กล้องดิจิตอลปรับตัวลดลง แต่โกดักประเทศไทยก็ยังมียอดขายที่ดี โดยในปีนี้บริษัทมีแผนรุกทำตลาดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในขณะนี้







