posttoday
csrต้องลงทุน

csrต้องลงทุน

14 กุมภาพันธ์ 2555

ตลอดเวลา 5 ปีที่ผ่านมา กระแส CSR เข้ามามีบทบาทต่อธุรกิจไทยอย่างแพร่หลาย

ตลอดเวลา 5 ปีที่ผ่านมา กระแส CSR เข้ามามีบทบาทต่อธุรกิจไทยอย่างแพร่หลาย

โดย...ศุภกร เอกชัยไพบูลย์

Corporate Consultancy Services Manager (Group 3)

Image Plus Communication Co.,Ltd.

ตลอดเวลา 5 ปีที่ผ่านมา กระแส CSR เข้ามามีบทบาทต่อธุรกิจไทยอย่างแพร่หลาย แต่ก็ยังพบว่าหลักการและนิยามของ CSR ที่พูดกันไปต่างๆ นานานั้น ส่วนใหญ่ยังไม่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากลที่สังคมคาดหวังประโยชน์จากสิ่งนี้อย่างแท้จริง หลายองค์กรยังยึดติดกับภาพ CSR ที่เป็นรูปแบบของการบริจาคแบบสังคมสงเคราะห์ ซึ่งงานวิจัยของ Wayne Visser ยืนยันว่ารูปแบบ CSR ของประเทศที่กำลังพัฒนามักจะสะท้อนวิธีการลงทุนทางสังคม โดยมุ่งเน้นที่การบริจาคและการกุศล ซึ่งไม่ได้เพิ่มมูลค่าทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม และส่วนมากยังขาดกรอบการทำงานในการกำหนดทิศทางที่จะขับเคลื่อน CSR ไปในทางที่เหมาะสม

Visser ยังกล่าวด้วยว่า การลงทุนกับสังคมจะต้องสามารถวัดผลและประเมินมูลค่าที่ส่งผลต่อสังคมและองค์กรได้ โดยอาศัยปัจจัยจากทั้งภายในและภายนอกองค์กร ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับบริบททางสังคมเพียงด้านเดียว แต่ต้องครอบคลุมไปถึงเศรษฐกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อม ซึ่งในประเทศพัฒนาแล้วต่างนำแบบวัดผลที่ครอบคลุมสิ่งเหล่านี้มาเป็นเกณฑ์เพื่อจำแนกปัญหาสังคมและนำไปสู่การแก้ไขเชิงโครงสร้าง ในขณะที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะวัดผลและประเมินค่างานจากเงินที่บริจาคไป

การบริจาคแท้จริงแล้วก็ไม่ใช่เรื่องผิดและเป็นเรื่องควรทำ แต่ต้องสร้างคุณค่าทางสังคมจากสิ่งที่ธุรกิจให้ไปด้วย ดังนั้นการบริจาคจึงไม่ใช่ภาพใหญ่ที่ธุรกิจควรจะนำไปตีมูลค่าเพื่อใช้เป็นเพียงเครื่องมือการโฆษณาอย่างที่เห็นกันทุกวันนี้ อีกทั้งความพยายามที่จะลบวิธีคิดที่ว่า CSR ไม่ต้องใช้เงิน CSR คือเครื่องมือทางการตลาด หรือแม้กระทั่ง CSR คือการกุศล ซึ่งเป็นมายาคติที่ผู้ประกอบการหรือนักลงทุนเห็นว่าเป็นเพียงกระบวนการที่นำไปสู่การยอมรับของสังคม โดยลืมไปว่า CSR ไม่ใช่แค่วิธีการและไม่ได้ใช้แค่ “หัวใจ” ทำเท่านั้น แต่ CSR คือ “ผลิตภัณฑ์” อย่างหนึ่งที่องค์กรต้องลงทุนและให้ความสำคัญเช่นเดียวกับสินค้าหรือบริการประเภทอื่นๆ อีกทั้งต้องพิจารณาถึงประโยชน์ที่จะสะท้อนกลับมายังองค์กรทั้งในระยะสั้นและระยะยาวด้วย

เมื่อพูดว่า “ต้องลงทุน” คำถามที่จะสะท้อนกลับมาคือ “แล้วได้อะไร” ดังนั้นลองสมมติเหตุการณ์ว่าคุณมีเพื่อนบ้านที่ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ใคร อีกทั้งยังมีงานอดิเรกคือการตกแต่งบ้านตัวเองให้น่าอยู่ สะอาด เป็นระเบียบ และชอบแบ่งปันเอื้อเฟื้อให้เพื่อนบ้านเสมอ ในขณะที่เพื่อนบ้านอีกคนมีบ้านเก่าทรุดโทรม ชอบเปิดเพลงเสียงดัง ไม่เกี่ยวข้องกับใคร และชอบกวาดขยะมาไว้ที่หน้าบ้านคุณอยู่เสมอ หรือประเภทสุดท้าย เพื่อนบ้านที่เอื้อเฟื้อ มนุษย์สัมพันธ์ดี แต่ชอบตัดกิ่งไม้หล่นมาในบ้านและชอบจอดรถล้ำหน้าบ้านคุณเสมอ คุณจะเลือกคบค้าสมาคมกับเพื่อนบ้านแบบไหน เฉกเช่นเดียวกับการทำธุรกิจที่ไม่สามารถคำนึงถึงความน่าเชื่อถือได้เท่านั้น แต่ยังต้องทำให้ใครๆ รักอย่างจริงใจและอยากร่วมงานหรือร่วมธุรกิจกับคุณด้วยเหตุผลที่มากกว่าความมั่นคงทางการเงิน

ทุกวันนี้ การทำ CSR ในบ้านเราส่วนใหญ่ยังยึดติดกับความคิดที่ว่า “หว่านพืชหวังผล” ซึ่งก็ไม่ผิดอีก หากมองว่า CSR คือการลงทุน แต่การลงทุนเช่นนี้ไม่ใช่การลงทุนแบบจริงจังและจริงใจ หากเป็นเพียงการลงทุนที่ปลายเหตุของกระบวนการ CSR และสรุปเอาตามความเข้าใจที่มี ว่างาน CSR “ก็แค่นี้” จึงลืมที่จะปรับปรุงและพัฒนากลไกข้างในให้สะอาดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่คนภายนอก

ประเทศไทยมีความพร้อมทั้งทรัพยากร แนวคิด หลักการสนับสนุนและทฤษฎี โดยเฉพาะหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานไว้ แต่ธุรกิจส่วนมากก็ยังไม่สามารถจับหลักการเหล่านั้นมาเป็นประเด็นเพื่อสร้างคุณค่าได้ หรือมองว่า CSR เป็นงานสิ้นเปลือง ไม่ใช่งานที่ก่อให้เกิดรายได้ องค์กรขนาดใหญ่เท่านั้นที่จะสามารถมีนโยบาย CSR ได้ การมองแบบนี้ถือเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการสร้างผู้ประกอบการเพื่อสังคมรายใหม่ๆ ขึ้นมา

ปัจจุบันฝ่าย CSR ขององค์กรเกิดขึ้นมากมาย แต่ยังขาดบทบาทในเรื่องของการบูรณาการงานทั้งองค์กรให้สอดประสานกันได้ ซึ่งหน่วยงานเช่นนี้จะไม่มีความจำเป็นเลย หากธุรกิจทราบว่าการจัดตั้งคณะกรรมการความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นหน้าที่ซึ่งทุกหน่วยงานในองค์กรต้องมีส่วนร่วม ทั้งในเชิงนโยบายและการนำไปปฏิบัติ ไม่ใช่งานเฉพาะกิจอย่างที่หลายๆ หน่วยงานดำเนินการขึ้นเพื่อการแข่งขันกับคู่แข่งทางธุรกิจ หรือเพื่อการรับรองมาตรฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง

ดังนั้น ธุรกิจจึงควรศึกษาให้เข้าใจว่า CSR มีความเกี่ยวโยงกับแนวคิดการลงทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าทางสังคมและตัวธุรกิจอย่างไร อาจไม่เห็นผลในวันนี้ แต่ก็อธิบายได้โดยใช้หลักการเดียวกับการซื้อประกันเพื่อเพิ่มความมั่นคง ดังนั้นแม้โลกจะเปลี่ยนไปในทิศทางใด หากธุรกิจสามารถพัฒนางาน CSR เป็นนวัตกรรมทางนโยบายได้ ธุรกิจก็จะรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสู่การพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการทางสังคมได้อย่างยั่งยืน และคำว่าธุรกิจกับสังคมจะมีความหมายที่ใกล้เคียงกันมากยิ่งขึ้น แต่หากธุรกิจยังแยกไม่ออกว่าอะไรคือ CSR อะไรคือการลงทุนเพื่อสังคม หรืออะไรคือการสร้างภาพ การแก้ปัญหาก็จะวิ่งวนอยู่ที่เดิมแบบ “ทำดี แต่ไม่มีอะไร” หมายความว่าประโยชน์ต่อสังคมก็ไม่เกิด ประโยชน์ต่อธุรกิจก็ไม่มี แถมเสียเงินเปล่าและยังไปสร้างความขัดแย้งในชุมชน ดังนั้นต่อให้มีองค์ความรู้อีก 100 เรื่อง มีเครื่องมืออีก 100 อย่าง ธุรกิจไทยก็ไม่สามารถไปถึงความยั่งยืนอย่างที่ตั้งใจไว้  

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน