
อัตราตอบแทนปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (610 ก.พ. 2555) มีมูลค่ารวม 440,494 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 88,099 ล้านบาท
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (610 ก.พ. 2555) มีมูลค่ารวม 440,494 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 88,099 ล้านบาท
เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้านี้ประมาณ 17% ทั้งนี้เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้ว จะพบว่ากว่า 79% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 347,575 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ในขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 80,558 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 5,617 ล้านบาท หรือคิดเป็น 18% และ 1% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
สำหรับพันธบัตรรัฐบาล รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรกคือ รุ่น LB15DA (อายุ 3.8 ปี) LB176A (อายุ 5.4 ปี) และ LB21DA (อายุ 9.8 ปี) มีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 18,538 ล้านบาท 13,388 ล้านบาท และ 10,609 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุด 3 อันดับแรก คือรุ่น CB12228A (อายุ 14 วัน) CB12221A (อายุ 14 วัน) และ CB12308C (อายุ 28 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 119,250 ล้านบาท 32,307 ล้านบาท และ 29,878 ล้านบาท ตามลำดับ
ทางด้านหุ้นกู้ภาคเอกชน ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรกนั้น ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส (AYCAL145A (A+)) มูลค่าการซื้อขาย 601 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท โกลว์ พลังงาน (GLOW194A (A)) มูลค่าการซื้อขาย 471 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท เอ็ม บี เค (MBK137A (A)) มูลค่าการซื้อขาย 416 ล้านบาท
เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หรือโดยเฉลี่ยแล้วเพิ่มขึ้นอยู่ในช่วงประมาณ 1 ถึง 6 Basis Point (100 Basis point มีค่าเท่ากับ 1%) ซึ่งภาพรวมของตลาดตราสารหนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับตัวดีขึ้นอยู่ในเกณฑ์ดีเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า โดยมูลค่าการซื้อขายปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 17% ซึ่งยังคงมีแรงซื้อจากนักลงทุนทั้งในประเทศและนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาในตลาดตราสารหนี้อย่างต่อเนื่อง โดยการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ของกรีซเป็นปัจจัยที่นักลงทุนจับตาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งการเจรจาได้บรรลุข้อตกลงในการปฏิรูปเศรษฐกิจโดยการปรับลดการขาดดุลการคลังของกรีซ เพื่อแลกกับความช่วยเหลือทางการเงินจาก EU และ IMF จำนวน 1.3 แสนล้านยูโร เพื่อให้ทันการกำหนดชำระคืนเงินกู้ในวันที่ 20 มี.ค.นี้
ทั้งนี้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติมียอด ซื้อสุทธิ 47,804 ล้านบาท ในตลาดตราสารหนี้ โดยที่มูลค่าการซื้อขายส่วนใหญ่ของนักลงทุนกลุ่มนี้ยังคงเน้นไปในตราสารระยะสั้น (มีอายุคงเหลือน้อยกว่า 1 ปี) เป็นหลัก และสำหรับนักลงทุนรายย่อย ที่ถึงแม้จะมีสัดส่วนของการซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดค่อนข้างน้อย แต่ในสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงมียอดซื้อสุทธิอย่างต่อเนื่องประมาณ 830 ล้านบาท







