
มึนคลังสั่งเก็บเงินตัวเอง
ประธานทีดีอาร์ไองงโต้งกลับลำ รัฐเลิกคุ้มครองเงินฝาก100%
ประธานทีดีอาร์ไองงโต้งกลับลำ รัฐเลิกคุ้มครองเงินฝาก100%
นักวิชาการนักการเงิน งงโต้งกลับลำจำนนต่อข้อเรียกร้องธนาคารเอกชน อึ้งตั้งกองทุนพัฒนาประเทศดูดเงิน 1.5 หมื่นล้านบาทออกไปใช้
นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า ยังไม่เข้าใจถึงเหตุผลในการเก็บเงินจากธนาคารรัฐของกระทรวงการคลัง ทั้งที่ในตอนแรก นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ออกมาให้สัมภาษณ์ชัดเจนว่า อย่าหวังว่าจะเก็บค่าต๋งจากธนาคารรัฐ แล้ววันนี้กลับมาเรียกเก็บเท่ากัน
นายนิพนธ์ กล่าวว่า ถ้าจะเรียกเก็บเงินจากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐในอัตรา 0.47% เท่ากับว่าธนาคารพาณิชย์ก็ควรออกกฎกติกามาในแนวเดียวกัน คือให้ธนาคารรัฐส่งเงินสมทบเข้าสถาบันคุ้มครองเงินฝาก แล้วให้สถาบันคุ้มครองผู้ฝากเงินดูแลผู้ฝากเงินของธนาคารรัฐด้วย แล้วรัฐบาลก็ควรยกเลิกการคุ้มครองเงินฝากให้กับธนาคารรัฐแบบ 100% เพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเท่าเทียมกันทุกประการ ธนาคารพาณิชย์จะได้ไม่มีข้ออ้างเรื่องการแข่งขันที่แตกต่างกัน
นอกจากนี้ ยังเห็นว่าก่อนที่จะมีการเรียกเก็บเงินจากธนาคารรัฐ กระทรวงการคลังควรจัดทำแผนปฏิรูปการกำกับดูแลธนาคารของรัฐใหม่ โดยเสนอว่าภารกิจใดๆ ที่ธนาคารรัฐจะต้องทำตามนโยบายของรัฐบาล รัฐบาลต้องชี้แจงเลยว่า ต้องใช้เงินเท่าไรในการแทรกแซงตลาด เช่น การสั่งให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รับจำนำข้าว โดยผลขาดทุนที่เกิดขึ้นรัฐบาลต้องรับภาระทั้งหมด เพื่อสร้างวินัยทางการคลัง ป้องกันการเกิดหนี้ปลายเปิด ที่แม้วันนี้จะยังไม่เกิดขึ้น แต่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในอนาคต
“รัฐบาลควรปฏิรูปเรื่องการแข่งขันระหว่างธนาคารรัฐกับเอกชนให้จริงจัง ถ้านโยบายถูกสั่งให้ทำ ถ้าขาดทุนรัฐก็ต้องชดเชยไม่ให้เป็นภาระของธนาคารรัฐอีกต่อไป หรือถ้าเป็นภาระก็ต้องให้ปรับลดเงินนำส่งเข้าคลังลงมา” นายนิพนธ์ กล่าว
แหล่งข่าวจากวงการนักการเงิน เปิดเผยว่า รู้สึกอึ้งและทึ่งมากที่รัฐบาลหาทางออกเรื่องนี้ด้วยการเอาเงิน 0.47% ของธนาคารรัฐไปตั้งเป็นกองทุนพัฒนาประเทศ ถือเป็นเทคนิคเหนือชั้นที่สามารถดึงเงินนี้ออกนอกระบบงบประมาณ เพราะจะใช้จ่ายอะไรก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ ทั้งนี้จากการคำนวณเบื้องต้น พบว่าเงินฝากทั้งระบบมีจำนวน 9 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นเงินฝากธนาคารพาณิชย์ 6 ล้านล้านบาท และเป็นของธนาคารรัฐอีก 3 ล้านล้านบาท หากสั่งการให้ส่งเงิน 0.47% ของเงินฝาก เท่ากับกองทุนนี้จะมีเงินไหลเข้าประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาทในปีเดียว
ขณะเดียวกันถือเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าตัวของธนาคารรัฐ จากปัจจุบันที่ธนาคารรัฐต้องนำส่งเงินรายได้ส่วนหนึ่งส่งเข้าเป็นรายได้ให้รัฐบาลอยู่แล้ว และในทางกลับกันการที่ธนาคารรัฐมีภาระเพิ่มขึ้นก็จะกระทบต่อเงินรายได้นำส่งที่ต้องปรับลดลงไปด้วย
สำหรับการปรับตัวของธนาคารรัฐจากนี้ คือต้องปรับรูปแบบการทำธุรกิจใหม่ คือจะต้องเลิกปล่อยกู้แบบเสี่ยงๆ ทำให้ช่วยเหลือคนยากจนได้น้อยลง เพื่อถ้าปล่อยกู้เป็นหนี้เสียมากๆ ก็จะมีภาระในการตั้งสำรองมากขึ้น และเริ่มบริหารงานแบบธนาคารเอกชนมากขึ้น และค่อยๆ ลดโครงการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำๆ เพราะต้องหารายได้มาเสริมต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งยังต้องตัดงบประมาณที่ใช้พัฒนาสังคม เพราะต้องลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ที่รู้สึกพิลึกและนึกไม่ถึงคือการออกกฎหมายรอบนี้ ธนาคารเอกชนจ่ายเงินสมทบเพิ่มแค่ 0.07% แต่ธนาคารรัฐซึ่งแต่เดิมไม่เคยจ่ายเงินสมทบกลับต้องจ่ายเงินสมทบขึ้นมาทันที 0.47% สะท้อนว่ารัฐบาลออกกฎหมายมาเพื่อเก็บเงินรัฐบาลที่ธนาคารรัฐนำส่ง
ทั้งนี้ เมื่อสำรวจยอดเงินฝากในปัจจุบัน พบว่ายอดเงินฝากในสิ้นปี 2554 ของธนาคารออมสินอยู่ที่ 1.49 ล้านล้านบาท ธ.ก.ส.อยู่ที่ 7.89 แสนล้านบาท ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 5.72 แสนล้านบาท ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย 1.17 แสนล้านบาท ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย 9.19 หมื่นล้านบาท และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยอยู่ที่ 7,818 ล้านบาท







