
ข้อตกลงเก็บเงินแบงก์รัฐ
กิตติรัตน์ – การหารือระหว่างผมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
กิตติรัตน์ – การหารือระหว่างผมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
และสมาคมธนาคารไทย ในเช้าวันนี้ ในประเด็นเรื่องการปฏิบัติตาม พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2555 ที่เกิดขึ้นจากกรณีสถาบันการเงิน ขณะนี้ พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แต่อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายก็ตระหนักดีว่า การที่จะเร่งปรึกษาหารือเพื่อให้มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน เมื่อ พ.ร.ก.ดังกล่าวมีผลบังคับ ซึ่งทุกฝ่ายก็ได้ไม่นิ่งนอนใจ
การหารือเช้านี้มีข้อคิดเห็นที่สอดคล้องกันในเบื้องต้นว่า อัตราเรียกเก็บที่ ธปท.จะเรียกเก็บจากเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครอง ซึ่งที่เป็นฐานเดียวกับที่สถาบันคุ้มครองเงินฝากเรียกเก็บ คือ อัตรา 0.47% เป็นอัตราที่จะเก็บรวมกันใน 2 ส่วน โดยอัตราเก็บ 0.47% รัฐบาลจะได้ประสานไปให้ดำเนินการจัดเก็บส่งเข้าสถาบันคุ้มครองเงินฝากในอัตรา 0.01% และเรียกเก็บส่งเข้า ธปท. 0.46%
ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินที่เป็นของรัฐที่เคยตั้งข้อสังเกตกันว่ามีการปฏิบัติที่ลักลั่น ผมย้ำไปหลายครั้งว่าประเด็นนี้ผมทราบ แม้ว่าจะเป็นประเด็นที่ไม่มีใครใส่ใจในอดีต ที่จะหยิบยกขึ้นมาหรือจะนำมาพิจารณาแก้ไข แล้วก็ไม่จำเป็นต้องดึงธนาคารรัฐให้เขาเข้ามาเกี่ยวข้องในการดูแลหนี้ 1.14 ล้านล้านบาท แต่ขณะเดียวกันเราก็สามารถที่จะดูแลให้เขามีการปฏิบัติที่ไม่ให้ลักลั่นหรือลักลั่นน้อยลง ความหมายคือว่า ทางกระทรวงการคลังจะมีการเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้มีการกำหนดอัตราเรียกเก็บจากสถาบันการเงินของรัฐในอัตราที่เก็บเท่ากัน เพื่อให้มีการเรียกเก็บเงินจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐในอัตราที่เท่ากัน
ถาม – เก็บจากธนาคารรัฐอัตราเท่าไหร่ 0.47% หรือไม่?
กิตติรัตน์ – เท่ากัน คือกำหนดเท่าไหร่ก็เท่านั้น ฉะนั้นอัตรา 0.47% ก็สามารถพิจารณาทบทวนได้ ผมเองมองในแง่ดีว่า ถ้าทบทวนจะมีแนวโน้มจัดเก็บในอัตราที่น้อยลงได้ ซึ่งการจัดเก็บในอัตราที่เท่ากันจะเป็นภารกิจในการนำเงินที่เก็บจากธนาคารของรัฐไปพัฒนาประเทศในส่วนอื่นๆ ดังนั้นในแง่การปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกันนั้น จะได้ถูกแก้ไข
และในเรื่องการคุ้มครองเงินฝากของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ในการกำหนด โดยเฉพาะพระราชบัญญัติของธนาคารออมสินที่มีการกำหนดการคุ้มครองเงินฝากที่ชัดเจนมากอยู่แล้ว ผู้ใดจะไปปรับลดการคุ้มครองเงินฝากของธนาคารรัฐลดลงคงไม่มี แต่ในการขยายการพิจารณาให้เท่าเทียมกัน จากที่ไม่มีผู้ใดจะไปเก็บจากธนาคารรัฐ
แต่หน้าที่เรื่องการคุ้มครองเงินฝากตามที่กฎหมายกำหนด (กฎหมายในปัจจุบันกำหนดให้คุ้มครองเงินฝากในวงเงิน 1 ล้านบาทต่อบัญชีต่อธนาคาร มีผลในเดือน ส.ค. 2555) ซึ่งผมอยากให้พิจารณาคุ้มครองให้สูงขึ้น ซึ่งแนวทางตรงนี้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะรับไปพิจารณา การพิจารณาตรงนี้ผมมีความมั่นใจว่าจะผ่านกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญอย่างเรียบร้อย และถ้ามีการผ่านศาลรัฐธรรมนูญด้วยดี และเมื่อการเก็บเงินนำส่งมีผลบังคับใช้ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเก็บได้ในเดือน ก.ค. 2555 คาดว่าการเก็บเงินนำส่งตามแนวทางนี้จะดูแลพระราชบัญญัติงบประมาณในปี 2556 ได้ ไม่ต้องเป็นภาระรัฐบาลต้องตั้งงบประมาณมาชำระหนี้ในส่วนนี้
และจะทำให้การเดินหน้าประเทศไทย ซึ่งเกี่ยวข้องกับ พ.ร.ก.ทั้ง 4 ฉบับ ที่จะมีการพิจารณาวงเงินและนำเงินมาใช้ในการป้องกันอุทกภัยที่ใช้งบประมาณสูง การจะจัดตั้งกองทุนภัยพิบัติจำเป็นต้องใช้งบสูง ซึ่งการจัดงบประมาณในปี 2555 ได้มีการจัดงบประมาณขาดดุล 4 แสนล้านบาทและภาระหนี้อยู่แล้วเป็นล้านล้านบาท แต่การแก้ไขแนวทางเหล่านี้จะช่วยให้เกิดการขาดดุลที่น้อยลงในอนาคต ซึ่งผมได้หารือกับทางผู้ว่าการ ธปท.ในรายละเอียดและมีความเข้าใจที่เหมือนกัน แต่จะช่วยให้การจัดงบประมาณขาดดุลน้อยลงเท่าใดคงยังไม่สามารถเปิดเผยได้
แต่ปัจจุบันยังมีระดับขาดดุลหลายแสนล้านบาท ฉะนั้นการดำเนินการในหนี้เดิม 1.14 ล้านล้านบาท เป็นหนี้สาธารณะที่ไม่เป็นภาระต่องบประมาณอีกต่อไป ก็สามารถทำให้เกิดความมั่นใจได้ว่าหนี้ใหม่ที่จะเกิดขึ้นจะสามารถดูแลได้เป็นอย่างดี ส่วนหนี้เก่าที่มีอยู่ก็ไม่ได้ถูกนำไปซุกซ่อนไว้ใต้พรมเป็นระยะเวลานานๆ แล้วไม่ดำเนินการแก้ไข เพราะมีการกำหนดการแก้ไขที่จะชำระเงินต้นและดอกเบี้ยที่ชัดเจนขึ้น จึงขออนุญาตเรียนว่านี้เป็นความคืบหน้าการหารือร่วมกับ ธปท.ในเรื่องนี้ดังนี้
ถาม – การดำเนินการลดเงินนำส่งเข้าสถาบันคุ้มครองเงินฝากเหลือเพียง 0.01% จากเดิมที่เก็บเงินเข้าสถาบันคุ้มครองเงินฝาก 0.4% จะกระทบความน่าเชื่อถือของการรับคุ้มครองเงินฝากมากน้อยแค่ไหน?
กิตติรัตน์ – ท่านคงทราบว่าเงินฝากที่จะลดการคุ้มครองตามกฎหมายจะมีผลบังคับใช้ในเดือน ส.ค.ปีนี้ ผมจึงให้ไปพิจารณากันดูว่าจะดูแลเงินฝากของระบบธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันให้สูงกว่านี้ที่เคยกำหนดไว้เดิมได้แค่ไหน การที่เราจะมั่นใจในการกำหนดดูแลเงินฝากโดยที่ ธปท.ทำงานใกล้ชิดกับสถาบันอยู่แล้ว การให้ความเชื่อมั่นกับผู้บริโภคในการดูแลเงินฝากในระดับที่สูงขึ้น ผมเชื่อมั่นว่าสามารถทำได้
ถาม – เงินจะไม่เข้าสถาบันคุ้มครองเงินฝากจากแนวทางการแก้ปัญหาเช่นนี้จะนานกี่ปี?
กิตติรัตน์ – ขอเรียนว่าเรื่องนี้ทราบว่าความตั้งใจเดิมอยากให้มีเงินเข้าสถาบันคุ้มครองเงินฝากระดับ 2 แสนล้านบาท ท่านเชื่อจริงๆ หรือว่าเงิน 2 แสนล้านบาทนั้นจะเพียงพอในการคุ้มครองเงินฝากจริงๆ ถ้าบอกว่าน้อยเกินไปเอา 5 แสนล้านบาท เอา 8 แสนล้านบาทไหม ระบบเศรษฐกิจไหนที่เขาเอาเงินจำนวนมากๆ ไปกองไว้เฉยๆ เพื่อรองรับความมั่นใจของการได้รับคุ้มครองเงินฝาก ประเทศสมควรเอาเงินจำนวนมากไปกองไว้เพื่อรองรับเงินฝากเพียงเพื่อให้มีความเชื่อถือหรือไม่
ในเมื่อความน่าเชื่อถือจริงๆ อยู่ที่การกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ให้เข้มแข็ง ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันว่าสถาบันการเงินเราเข้มแข็ง ผู้ฝากเงินเรามั่นใจได้ จึงขอเรียนว่าให้เราเปลี่ยนวิธีคิดเสียใหม่ และกลับไปดูแล เปลี่ยนการดูแลผู้ฝากเงินอย่างไรในวันนี้ ถ้าท่านอยากทราบว่าวิธีดูแลเงินฝากแบบเก่าเป็นอย่างไร และวิธีดูแลเงินฝากแบบใหม่เป็นอย่างไร ผมเรียนชี้แจงได้ แต่ผมอยากให้รับทราบว่าการดูแลหนี้สาธารณะของประเทศให้ได้รับความเชื่อนั้นทุกฝ่ายต้องช่วยกันแก้ไข ซึ่งรวมถึงสถาบันการเงินของรัฐด้วย
ดูเหมือนเขาได้เปรียบสถาบันการเงินเอกชน แต่เขามีภารกิจหลายเรื่องที่ธนาคารรัฐเข้าไปดูแล เนื่องจากธนาคารพาณิชย์เอกชนไม่สนใจจะเข้าไปทำภารกิจในพื้นที่ดังกล่าว เช่น ดูแลสินเชื่อเกษตรรายย่อย การดูแลให้ผลิตผลการเกษตรมีเสถียรภาพ การจัดวงเงินให้สินเชื่อเกษตร การจัดสินเชื่อให้เอสเอ็มอี ฉะนั้นการจะดูแลสถาบันการเงินของรัฐจะแตกต่างกัน เวลานี้การกำหนดการจัดเก็บเงินจากธนาคารรัฐเข้ากองทุนการพัฒนาประเทศ ก็ทำให้เห็นว่าธนาคารรัฐเป็นวิธีการที่ทำให้เห็นชัดเจนว่าภารกิจ 2 ด้าน คือ ด้านหนึ่งช่วยกันประคับประคองให้ระบบเงินฝากประเทศมีความเข้มแข็ง อีกด้านหนึ่งก็ดูแลประเทศให้ได้รับพัฒนา
ถาม – เงินที่เก็บจากธนาคารรัฐจะมีการนำไปใช้ทำอะไรบ้าง?
กิตติรัตน์ – ก็จะมีการพิจารณาเรื่องนี้ให้ชัดเจน ไม่ต้องกังวล ผมจะสังเกตเสมอเวลาตั้งอะไรขึ้นมาว่าอาจจะมีความเสี่ยง ซึ่งขอเรียนว่าไม่ต้องห่วงว่าเงินดังกล่าวนี้ รมว.คลัง จะเป็นคนบริหารเอง หรือบุคคลทางด้านการเมืองจะไปชี้นำให้ปฏิบัติอะไรได้ รวมทั้งคณะกรรมการต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องรับผิดชอบจะได้ร่วมพิจารณาแก้ไขต่อไปด้วย (ทันทีที่จบการแถลง กิตติรัตน์ลุกขึ้นและเดินออกจากห้องในทันที ทั้งที่ยังมีสื่อมวลชนอีกจำนวนมากส่งเสียงถามในรายละเอียดการดำเนินการดังกล่าว รวมถึงผลกระทบต่างๆ)
ถาม – อัตราที่เก็บนี้จะเพียงพอที่จะชำระหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ได้จริงหรือไม่?
กิตติรัตน์ – เป็นอัตราที่ ธปท.ได้คำนวณแล้วว่าจะเพียงพอต่ออัตราดอกเบี้ย และจะค่อยๆ ทยอยลดเงินต้นลง และการค่อยๆ ลดเงินต้นลงในช่วงแรกๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเร่งลดเงินต้นนักหรอก เพราะเราก็ทราบดีว่าช่วงแรกๆ เงินต้นคงไม่ลดลงมากนัก แต่เมื่อลดน้อยลง ต่อไปก็น่าจะลดลงเรื่อยๆ ส่วนระยะเวลาหนี้จะจบลงเมื่อไหร่ ก็ไม่อยากให้ความสำคัญมากนัก เพราะเมื่อในอดีตเราก็ไม่เคยเพียงพอ ต้องตั้งงบประมาณไปใช้ดอกเบี้ยตรงนี้อยู่แล้ว ฉะนั้นอย่าไปเร่งรัดมากนัก แค่ไม่เป็นภาระต่องบประมาณก็ดีแล้ว
ถาม – การเก็บเงินธนาคารรัฐด้วย ทั้งที่เงินฝากของธนาคารรัฐได้รับการคุ้มครองเต็มวงเงินอยู่แล้ว ขณะที่ธนาคารรัฐเองปกติจะนำส่งเงินให้คลังอยู่แล้ว อย่างนี้การให้เก็บเงินมาช่วยใช้หนี้เช่นนี้จะถือว่าลดภาระงบประมาณได้จริงหรือไม่?
กิตติรัตน์ – แล้วอยากให้แก้ไขเรื่องแข่งขันไม่เป็นธรรมหรือไม่
ถาม – แสดงว่าแนวทางนี้เน้นออกมาเพื่อการแข่งขันเป็นธรรมระหว่างธนาคารพาณิชย์และธนาคารรัฐเท่านั้น?
กิตติรัตน์ – การทำเช่นนี้เพราะเราเน้นแก้ปัญหาเรื่องความเป็นธรรม และเมื่อเก็บเงินส่งให้เท่าเทียมกันแล้ว ก็ต้องดูแลในเรื่องให้ธนาคารรัฐทำตามพันธกิจการก่อตั้งด้วย เป็นการช่วยกันดูแลภาระที่มี
ถาม – การที่ลดวงเงินนำส่งเข้าสถาบันคุ้มครองเงินฝากเหลือ 0.01% นั้น รัฐบาลต้องกลับเข้ามาดูแลคุ้มครองเงิน 100% เหมือนเดิมหรือไม่?
กิตติรัตน์ – ลดเงินส่งเหลือ 0.01% ต้องให้เข้าไปช่วยหรือไม่ หมายถึงท่านไม่มั่นใจการกำกับดูแลของ ธปท.หรือไม่ ถ้ามั่นใจก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปทำอะไร ไม่ใช่รัฐบาลจะกลับไปค้ำหมด เพียงแต่สิ่งที่ผมพูดมาตลอดคือผมไม่เห็นด้วยกับการคุ้มครองเพียง 1 ล้านบาทต่อบัญชี (หันมาถามนักข่าว) อยากให้คุ้มครองเพียงบัญชีละ 1 ล้านเพียงพอหรือไม่ หรืออยากให้คุ้มครองหมด ถ้าอยากให้คุ้มครองทั้งหมดก็ต้องให้ไปดูกันใหม่ จึงให้ธนาคารพาณิชย์กลับไปพิจารณาในเรื่องนี้ด้วย







