
กรุงเทพดุสิตเวชการฝันจะเป็น Wellness of Asia
บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) ผู้ประกอบการเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ภายหลังควบรวมกิจการกับบริษัท ประสิทธิ์พัฒนา (PYT)
บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) ผู้ประกอบการเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ภายหลังควบรวมกิจการกับบริษัท ประสิทธิ์พัฒนา (PYT)
โดย..เจียรนัย อุตะมะ
ผู้ประกอบการโรงพยาบาลพญาไท และโรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล สำเร็จ ทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด หรือมาร์เก็ตแคป ทะลุแสนล้านบาทเป็น 1.21.4 แสนล้านบาท
ราคาหุ้น BGH ที่เคยวิ่งบริเวณหุ้นละ 37.75 บาท ช่วงเซ็นบันทึกข้อตกลงความเข้าใจรวมกิจการเดือน ม.ค. 2554 พุ่งขึ้นทันทีเมื่อวันโอนกิจการ วันที่ 1 เม.ย. 2554 เป็นกว่า 70 บาท จนกระทั่งวันศุกร์ที่ 10 ก.พ. 2555 มาอยู่ที่หุ้นละ 71.25 บาท
ยังผลให้ นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และ “วิชัย ทองแตง” กรรมการ BGH กลายเป็นเศรษฐีหุ้นดาวรุ่งติดท็อปไฟว์กันทั้งคู่ จากก่อนหน้านี้เป็นเศรษฐีอันดับท้ายๆ สวนกระแสเศรษฐีหุ้นปี 2554 ที่ดัชนีดีดขึ้นดีดลง
ความรวยได้ทะลึ่งพรวดอย่าง “วิชัย” อันดับพุ่งจาก 391 ขึ้นมาเป็นอันดับ 4 รวยขึ้นถึง 4,240% เพียงการถือหุ้นใหญ่จำนวนกว่า 180 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 12% ของทุนเรียกชำระแล้วทั้งหมด
ส่วน “นพ.ปราเสริฐ” ได้พุ่งจากเศรษฐีอันดับ 11 ขึ้นมาเป็นอันดับ 5 รวยขึ้น 62%
ส่วนกิจการของ BGH นั้น กลายเป็นผู้นำกิจการโรงพยาบาลอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (รวมออสเตรเลีย) แซงหน้ากลุ่มเรมเซย์ของออสเตรเลียในทันที
ฝันของโรงพยาบาลเครือนี้คงไม่หยุดเพียงแค่นี้ ถ้าเกิดประชาคมอาเซียน (AEC) ในปี 2558 และคงไม่หยุดแค่เป็นกิจการโรงพยาบาลเท่านั้น ถ้าประเทศไทยฝันจะเป็นศูนย์กลาง Hospitality หรือศูนย์กลางบริการด้วยเอกลักษณ์ความเป็นไทยในภูมิภาคนี้
นั่นหมายถึงว่า ถึงขั้นจะต้องมีการรุกเข้าซื้อกิจการโรงพยาบาล หรือกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพในต่างประเทศในอนาคต ด้วยความใหญ่ของ BGH ที่มีในขณะนี้
จากความพยายามที่จะรุกเข้าซื้อหุ้นกิจการโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โรงพยาบาลที่มีจุดแข็งในการให้บริการลูกค้าต่างชาติระดับบน จากกลุ่มโสภณพนิช แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะการเจรจาไม่ประสบผล
“วิชัย” ยืนยันว่า ขณะนี้ BGH มีความพร้อมในทุกด้านที่จะบุกรองรับความเป็น AEC ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ด้วยศักยภาพที่แข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
ฝันของ BGH คือ การเป็นศูนย์สุขภาพครบวงจรแบบองค์รวมทั้งหมด ด้วยการขยายกิจการและรุกซื้อกิจการทั้งในและนอกประเทศ เพื่อให้บรรลุความเป็น Wellness of Asia
ภาพที่สามารถฉายได้ง่ายๆ ก็คือ ชีวาศรม ศูนย์สุขภาพครบวงจรที่ดาราดังฮอลลีวูดนิยมบินมาใช้บริการ แต่เป็นชีวาศรมในภาพใหญ่
“ตอนนี้แม้ว่าราคาหุ้นเราจะสูงคิดเป็นสัดส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ถึงกว่า 20 เท่า สูงกว่าตลาดหุ้นไทยที่ 12 เท่า แต่เป็นมูลค่าที่นักลงทุนให้ ไม่ต้องกังวล เราไม่ต้องทำอะไร”
BGH รับรู้รายได้จากการควบรวมกิจการกับเครือโรงพยาบาลพญาไท และโรงพยาบาลเปาโล ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2554 และปี 2555 จะเริ่มรับรู้รายได้จากกลุ่มโรงพยาบาลดังกล่าวเต็มปีเป็นปีแรก
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส วิเคราะห์ว่า เมื่อประกอบกับแผนการดำเนินงานที่เน้นให้เครือพญาไทเปาโล เป็นศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง ทำให้คาดว่าปีนี้รายได้ BGH จะเติบโตได้ 20% จากปี 2554 มาอยู่ที่ 4.2 หมื่นล้านบาท เป็นรายได้จาก BGH 3.1 หมื่นล้านบาท เติบโต 6% และรายได้จากเครือพญาไทเปาโล 1.1 หมื่นล้านบาท เติบโต 10%
ผลจากการประหยัดต่อขนาด คาดว่าจะช่วยทำให้ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลสามารถทรงตัวอยู่ได้ในอัตรา 60% ของรายได้ ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารจะลดลงจากเดิมเล็กน้อยมาอยู่ที่ 18% ของรายได้
นอกจากนี้ การลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เป็น 23% ปีนี้ จะช่วยให้กำไรปกติของ BGH เติบโต 27% จากปีก่อน มาอยู่ที่ 4,860 ล้านบาท เมื่อหักบันทึกกำไรพิเศษจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุน 479 ล้านบาท จะทำให้การเติบโตของกำไรสุทธิแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 16%
อย่างไรก็ตาม ผลจากน้ำท่วม “วิชัย” ยอมรับว่าได้ฉุดผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2554 เพราะมีโรงพยาบาลอยู่ในเขตน้ำท่วม 2 แห่ง คือ โรงพยาบาลพญาไท 3 (บางแค) และโรงพยาบาลเปาโล นวมินทร์ แต่โรงพยาบาลอื่นในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ต่างได้รับผลกระทบจากจำนวนผู้ป่วยที่ลดลงเช่นกัน
ผู้บริหาร BGH ให้ข้อมูลกับนักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ว่า จำนวนผู้ป่วยนอกคาดว่าจะลดลง 7% จากไตรมาส 3 มาอยู่ที่ประมาณ 2 หมื่นคนต่อวัน และจำนวนผู้ป่วยลดลง 9% มาอยู่ที่ 2,682 คนต่อวัน
บล.เอเซีย พลัส คาดว่ารายได้ BGH ไตรมาส 4 ปี 2554 จะอยู่ที่ 9,200 ล้านบาท หรือลดลง 9% จากไตรมาส 3 ทั้งนี้ด้วยต้นทุนค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารที่คาดว่าจะทรงตัวจากไตรมาส 3 ปี 2554 ทำให้คาดว่าไตรมาส 4 กำไรของ BGH จะอยู่ที่ 4,200 ล้านบาท
“ราคาหุ้น BGH ปรับตัวขึ้นสูงมากแล้ว คือ ขึ้นมาประมาณ 27% จากต้นเดือน ต.ค. 2554 จึงคาดว่าจะปรับขึ้นอีกไม่มากถ้าเทียบกับมูลค่าของ BGH ที่อิงวิธีส่วนลดกระแสเงินสดที่หุ้นละ 80 บาท และ P/E นับว่าสูงสุดในกลุ่มโรงพยาบาล ขณะที่อัตราเติบโตกำไรสุทธิในปี 2555 ไม่โดดเด่นเท่าโรงพยาบาลอื่น (โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) คาดกำไรสุทธิเติบโต 17% และบริษัท บางกอกเชนฮอสปิตอล (KH) คาดว่ากำไรสุทธิเติบโต 32%) จึงลดคำแนะนำจากซื้อเป็นถือ &<2288;
&<2288;







