
ดอกเบี้ยเงินกู้ลงไม่ได้
แวดวงการเงินในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมายังให้ความสนใจการเก็บค่าธรรมเนียมจากเงินฝาก
แวดวงการเงินในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมายังให้ความสนใจการเก็บค่าธรรมเนียมจากเงินฝาก
ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่นัดหารือและคาดว่าจะได้ข้อสรุปในวันที่ 13 ก.พ.นี้
แบงก์ขู่ไม่ลดดอกเบี้ยแก้เก็บค่าต๋ง
สมาคมธนาคารไทยมีมติยื่นเงื่อนไขให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลังแก้ไข ก่อนจะเก็บค่าธรรมเนียมจากธนาคารพาณิชย์ คือให้กระทรวงการคลังใช้อำนาจสั่งเก็บเงินธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเพื่อนำไปใช้หนี้ด้วย เพื่อความเป็นธรรมในการแข่งขันระหว่างธนาคารพาณิชย์และธนาคารรัฐ มิเช่นนั้นธนาคารพาณิชย์อาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากลงตามนโยบายการเงินและทำให้การควบคุมอัตราเงินเฟ้อใช้ไม่ได้ผล
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้หาความชัดเจนในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเมื่อใช้หนี้เงินกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ครบแล้วจะเป็นเท่าไร เพื่อจะได้ชี้แจงแก่นักลงทุนและผู้ถือหุ้นได้
ขณะที่ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และ ธปท. ก็ออกมายอมรับว่า ถ้ายังมีความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน การส่งผ่านนโยบายการเงินหรือดอกเบี้ยนโยบายก็อาจจะมีผลต่อทิศทางดอกเบี้ยในตลาดน้อยลง แต่ขณะนี้ก็เริ่มมีธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยลงบ้างแล้ว และคาดว่าการปรับลดดอกเบี้ยของตลาดคงจะต้องใช้เวลาในการปรับตัวบ้าง
ด้านธนาคารทหารไทยประกาศปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ที่มีระยะเวลา (เอ็มแอลอาร์) ลง 0.125% และลดดอกเบี้ยเงินฝากลง 0.25% มีผลวันที่ 7 ก.พ.นี้เป็นต้นไป
ส่วนธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้ชะลอแผนการออกหุ้นกู้ 2 หมื่นล้านบาท เนื่องจากดอกเบี้ยเป็นช่วงขาลงทำให้ต้นทุนในการระดมเงินฝากและหุ้นกู้อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน
ส่งสัญญาณเก็บภาษีน้ำมันดีเซล
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้ให้นโยบายแก่กระทรวงพลังงานว่าควรจะเรียกคืนภาษีสรรพสามิตดีเซลที่เคยปรับลดภาษีลงจาก 5.31 บาท/ลิตร เหลือ 0.005 บาท/ลิตร ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 29 ก.พ.ปีนี้ ตามความเหมาะสม โดยอาจจะทยอยปรับขึ้นมาเก็บภาษีที่ 1 บาท/ลิตร เพราะรัฐบาลได้ลดภาษีให้ เพื่อต้องการดูแลต้นทุนค่าครองชีพของประชาชน
คลังรื้อโควตาสลาก
ปลัดกระทรวงการคลังสั่งตั้งคณะกรรมการสะสางโควตาสลากมูลนิธิทหารผ่านศึก 4 ล้านฉบับใหม่ หลังมีการร้องเรียนว่าการจัดสรรไม่มีความโปร่งใส และมีการนำไปหาผลประโยชน์ต่อถึง 40-52 ล้านบาท/งวด
เงินทุนต่างประเทศบุกหุ้นไทย
ในสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยและเอเชียตกอยู่ในภาวะกระทิง ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ทะยานขึ้นเหนือ 1,100 จุดอย่างรวดเร็ว และวันที่ 9 ก.พ. ปิดที่ระดับสูงสุดของสัปดาห์นี้ที่ 1,117.17 จุด หลังเงินทุนต่างประเทศลุยซื้อสุทธิกว่าหมื่นล้านบาท
ขณะเดียวกันบริษัทจดทะเบียนไทยมีความแข็งแกร่ง บริษัทหลายแห่งมีการลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ทุ่มลงทุนในอินโดนีเซียและเวียดนาม ส่วนบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) ขยายฐานลงทุนในเวียดนาม และบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) กระจายการลงทุนไปทั่วโลก ส่งผลให้ผลประกอบการเติบโตก้าวกระโดด







