
เร่งทอท.สร้างตึกปฏิบัติการร่นขนกระเป๋า
“ชัชชาติ” เร่ง ทอท.สร้างอาคารปฏิบัติการและระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระเปลี่ยนเที่ยวบินในสุวรรณภูมิ
“ชัชชาติ” เร่ง ทอท.สร้างอาคารปฏิบัติการและระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระเปลี่ยนเที่ยวบินในสุวรรณภูมิ
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้เร่งรัดการดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารปฏิบัติการและระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระเปลี่ยนเที่ยวบินในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มูลค่า 1,700 ล้านบาท ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ให้แล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2556 เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพการให้บริการผู้โดยสารที่เปลี่ยนเที่ยวบินในสนามบินสุวรรณภูมิ โดยตั้งเป้าลดระยะเวลาเปลี่ยนเที่ยวบินให้เหลือ 60 นาที จากปัจจุบันใช้เวลาประมาณ 90 นาที
“การลดระยะเวลาเปลี่ยนเที่ยวบิน จะช่วยเสริมศักยภาพการเป็นศูนย์กลางการบินของสุวรรณภูมิ โดยการมีบริการที่ดี รวดเร็ว จะเป็นแรงจูงใจให้ผู้โดยสารเดินทางผ่านมากขึ้นนอกจากนั้น ทอท.ยังต้องนำระบบการบริหารจัดการเข้ามาช่วยลดความแออัดของผู้โดยสารซึ่งปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 47 ล้านคน ดังนั้นจะต้องกระจายเที่ยวบินในช่วงเวลาเร่งด่วนมากขึ้น” นายชัชชาติ กล่าว ทั้งนี้ ข้อดีของการก่อสร้างอาคารปฏิบัติการและระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระเปลี่ยนเที่ยวบิน จะเป็นระบบอิสระที่ไม่ขึ้นกับระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระของสุวรรณภูมิ ทำให้การลำเลียงกระเป๋าใช้เวลาลดลง เพราะไม่ต้องนำกระเป๋าเข้าไปรวมกับระบบสายพานลำเลียงกระเป๋าหลักของสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งมีจำนวนกระเป๋ารวมกว่า 10 ล้านใบ โดยกระเป๋าสัมภาระเปลี่ยนเที่ยวบินมีจำนวน 20% ของกระเป๋าสัมภาระขาออกทั้งหมด ซึ่งในปี 2553 อยู่ที่ 5.5 ล้านใบ คาดว่าในปี 2561 จะอยู่ที่ 8.6 ล้านใบต่อปี
สำหรับโครงการก่อสร้างอาคารปฏิบัติการและระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระเปลี่ยนเที่ยวบิน ประกอบด้วย สายพานรับกระเป๋าสัมภาระเปลี่ยนเที่ยวบิน 4 เส้น สายพานคัดแยกและลำเลียงกระเป๋าแบบ TILT TRAY SORTER 2 วงรอบ เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด 4 เครื่อง เครื่องตรวจจับไอระเบิด 3 เครื่อง เครื่องเอ็กซเรย์กระเป๋า 1 เครื่อง ชุด MANUAL ENCODING STATION 6 สถานี จุดบรรจุกระเป๋าสัมภาระเปลี่ยนเที่ยวบิน 55 จุด สายพานกระเป๋าเร่งด่วน 1 ชุด จุดบรรจุกระเป๋ามีปัญหา 1 ชุด พื้นที่กองเก็บกระเป๋าสัมภาระก่อนเวลา 400 ใบ และเครื่องเอ็กซเรย์กระเป๋าขนาดใหญ่ 1 เครื่อง
นอกจากนี้ เตรียมจะปรับปรุง พ.ร.บ.การเดินอากาศ พ.ศ. 2497 เพื่อให้ทันสมัยมากขึ้น โดยเฉพาะกฎระเบียบที่กำหนดให้บริษัทที่จะมาจดทะเบียนในไทยต้องมีสัดส่วนคนไทยถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 51% ซึ่งเห็นว่าระเบียบดังกล่าวเป็นการขัดกับแนวทางการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี และเป็นการกีดกันการค้า โดยเฉพาะเรื่องที่นักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนจัดตั้งศูนย์ซ่อมอากาศยานในไทย จะเลือกไปตั้งศูนย์ซ่อมที่อื่นเพราะติดข้อจำกัดดังกล่าว โดยจะเร่งหารือร่วมกับกรมการบินพลเรือน เพื่อสำรวจและกำหนดแนวทางในการปรับปรุง พ.ร.บ.การเดินอากาศต่อไป







