
STPIคว้างานยักษ์มูลค่า2.2หมื่นล.
สร้างโรงแยกก๊าซแดนจิงโจ้รายได้พุ่งเท่าตัวทำกำไรหุ้น
สร้างโรงแยกก๊าซแดนจิงโจ้รายได้พุ่งเท่าตัวทำกำไรหุ้น
“เอสทีพี แอนด์ ไอ” คว้างานสร้างโรงแยกก๊าซออสเตรเลีย 2.2 หมื่นล้านบาท เริ่มรับรู้รายได้ปีนี้ ไตรมาส 34 ลุ้นคว้างานอีก 23 โครงการ
นางอาทิตยา ชาญวีรกูล เลขานุการบริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ (STPI) เปิดเผยว่า บริษัทได้ลงนามสัญญาจ้างโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตก๊าซแอลเอ็นจี โดยประกอบเป็นโครงสร้างประกอบสำเร็จรูป (โมดูล) ในประเทศไทย และส่งออกไปติดตั้งที่ประเทศออสเตรเลีย มูลค่า 739 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท โดยจะเริ่มก่อสร้างตั้งแต่เดือน ก.พ. 2555-ก.ย. 2558
น.ส.เปรมภาว์ หิตะพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงิน บริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะเริ่มเตรียมงานในปีนี้และเริ่มก่อสร้างช่วงต้นปี 2556 แต่ในสัญญาระบุว่าบริษัทสามารถรับรู้รายได้บางส่วนได้ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปตามสัดส่วนของการเตรียมงาน แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้สอบบัญชีและสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ด้วย
ทั้งนี้ ภายหลังการเซ็นสัญญาโครงการดังกล่าวทำให้งานในมือของบริษัท (แบ็กล็อก) เพิ่มขึ้นเป็น 2.5 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่มีเพียง 3,000 ล้านบาท จากการก่อสร้างโรงแยกก๊าซแอลเอ็นจีที่รัฐควีนส์แลนด์ ขณะเดียวกันบริษัทอยู่ระหว่างประมูลงานประเภทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในออสเตรเลีย 23 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 11.5 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าจะทยอยรู้ผลตั้งแต่ไตรมาส 34 ปีนี้
“หลังจากที่เราทำโครงการโรงแยกก๊าซพลูโตเสร็จสิ้นทำให้เราเป็นที่รู้จักมากขึ้นและเปิดโอกาสให้เราได้งานที่ออสเตรเลียต่อเนื่อง ซึ่งจากนี้ไปบริษัทจะให้ความสำคัญกับการประมูลงานในออสเตรเลียเป็นหลัก เพราะมีงานประเภทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมาก นอกจากนี้บริษัทยังเปลี่ยนรูปแบบการก่อสร้างโรงงานจากแบบโครงสร้างเหล็กเป็นโมดูลเพื่อลดการแข่งขันที่รุนแรงและเพิ่มมาร์จินให้สูงขึ้น โดยการก่อสร้างแบบโมดูลมีมาร์จินประมาณ 15-20% ขณะที่โครงสร้างเหล็กมีมาร์จินไม่เกิน 15%” น.ส.เปรมภาว์ กล่าว
แนวโน้มรายได้ของบริษัทปีนี้คาดว่าจะประมาณ 1,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 100% จากปี 2554 ที่คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 400-500 ล้านบาท รายได้ในปี 2556 จะเติบโตขึ้นจากปีนี้ค่อนข้างมาก เพราะบริษัทจะรับรู้รายได้จากโครงการที่เพิ่งเซ็นสัญญามากพอควร
ด้านราคาหุ้น STPI ปรับตัวลดลงทันทีที่มีข่าวได้งานใหม่ เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรเมื่อข่าวปรากฏ (Sell on Fact) หลังจากที่ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา จากระดับ 29 บาท ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ระดับ 36.50 บาท ขณะที่วันที่ 6 ก.พ.ที่ผ่านมา ราคาหุ้นปิดที่ 32.50 บาท ลดลง 2.25 บาท หรือ 6.47% มีมูลค่าการซื้อขาย 170.55 ล้านบาท







