
ฝันสัญญา3จีทรู-กสทฯระวังลูกค้ากลายเป็นตัวประกัน
คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงสัญญาการให้บริการ 3จี เอชเอสพีเอ
คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงสัญญาการให้บริการ 3จี เอชเอสพีเอ
ระหว่างกลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น และ กสท โทรคมนาคม ที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที ตั้งขึ้น โดยมี พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เป็นประธาน จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่าสัญญาที่ทำขึ้นระหว่าง 2 หน่วยงานดังกล่าวเข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างไรบ้าง
หลังจากที่ถูกตั้งคำถามจากสังคมว่า การที่ กสทฯ ไฟเขียวให้ทรูเข้าซื้อกิจการฮัทช์ และให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3จี ภายใต้แบรนด์ทรูมูฟเอช โดยอาศัยคลื่นความถี่เดิมของฮัทช์เป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะการให้บริการดังกล่าวเท่ากับเป็นการต่อลมหายใจให้กับทรูมูฟ ที่สัมปทานจะสิ้นสุดเดือน ก.ย. 2556 ไปในคราวเดียวกัน เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกยักษ์ 2 ตัวเลยทีเดียว
แม้ว่าทรูจะอ้างว่าการซื้อกิจการของฮัทช์ ไม่ใช่การต่อสัญญาสัมปทานของทรูแต่อย่างใด เพราะการให้บริการ 3จี เกิดขึ้นภายใต้สัญญาฉบับใหม่ที่ทรูได้สิทธิในโครงข่ายของ กสทฯ เป็นระยะเวลานานถึง 14 ปีครึ่ง แต่ดูเหมือนว่าในสัญญาดังกล่าว ทรูได้สิทธิใช้โครงข่ายของ กสทฯ สูงถึง 80% ของปริมาณโครงข่ายทั้งหมด จนแทบไม่เปิดโอกาสให้รายอื่นมีสิทธิเข้ามาดำเนินการในลักษณะนี้ได้อีก
การที่ทรูได้สิทธิในคลื่นความถี่ของ กสทฯ ครั้งนี้ กลายเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้ทรูได้เปรียบคู่แข่งอีก 2 ราย ทั้งบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค อย่างมาก
จากในภาวะที่ความต้องการใช้งานดาตาผ่านมือถือกำลังพุ่งสู่จุดสูงสุด แต่การขยายโครงข่ายของผู้ให้บริการทุกรายมีขีดจำกัดด้วยว่าต้องรอการประมูลคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ที่ขณะนี้ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มได้เมื่อไหร่
ดังนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าขณะนี้ทรูมูฟเอชกลายเป็นผู้ให้บริการรายเดียวที่สามารถให้บริการการเชื่อมต่อดาตาที่ความเร็วดีที่สุดหากเทียบกับเอไอเอส และดีแทค และจุดนี้เองที่กลายเป็น “จุดขาย” สำคัญที่ช่วยดึงให้ลูกค้าเข้ามาอยู่ในระบบของทรูมูฟเอชเพิ่มขึ้นทุกวัน
ถึงขั้นที่ ศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหารทรู เคยประกาศว่า 23 ปีจากบริการหลากหลายรูปแบบที่ทรูมีอยู่นั้น จะทำให้ทรูแซงหน้าคู่แข่งขึ้นเป็นที่ 2 ของตลาดผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ จากปัจจุบันที่ทรูเป็นน้องสุดท้องแห่งวงการนี้
ไม่เพียงทรูมูฟเอชจะทำให้ทรูได้เปรียบคู่แข่งเท่านั้น แต่การที่ทรูมูฟเอชเริ่มมีลูกค้าในมือ ยังกลายเป็น “หมาก” สำคัญที่ทรูจะใช้เป็นเครื่องมือต่อรองกับคณะกรรมการทุกชุดที่กำลังตรวจสอบในเรื่องนี้ว่า หากสัญญาของทรูมูฟเอชผิดถึงขนาดต้องหยุดให้บริการ ย่อมเท่ากับเป็นการกระทบลูกค้าที่กำลังใช้บริการอยู่ทั้งหมด ส่งผลให้แม้ผลตรวจสอบของคณะกรรมการแต่ละชุดจะออกมาว่าทรูผิด แต่ในทางปฏิบัติแล้วไม่สามารถเอาผิดจนถึงที่สุด เพราะไม่กล้าให้ลูกค้าระดับแสนรายของทรูมูฟเอชต้องเดือดร้อน
สิ่งที่ต้องมองให้รอบด้านในขณะนี้ คือ คณะกรรมการทั้งหลายต้องหาแผนรับมือ หรือมาตรการรองรับว่าจะดำเนินการอย่างไรกับลูกค้าทรูมูฟเอชในปัจจุบัน ที่เลือกใช้บริการของทรูมูฟเอชเพราะพอใจในความเร็วที่ได้รับ และไม่ได้รู้ถึงที่มาของบริการดังกล่าวว่าถูกต้องหรือไม่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มให้ทรูอยู่ในสถานะที่ “เป็นต่อ” มากขึ้นไปอีก
แม้จะมีอุปสรรคหลายด้านที่ทำให้การตรวจสอบสัญญาทรูอาจเป็นเพียงการทำตามหน้าที่ แต่ เมธี ครองแก้ว ประธานคณะอนุกรรมการชุดตรวจสอบของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. กล่าวว่า กำลังเร่งสรุปในเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด หลังจากได้พิจารณาข้อมูลจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องแล้ว หากอนุกรรมการได้ข้อสรุปว่าสัญญาครั้งนี้เข้าข่ายการละเมิดกฎหมายอาญาที่มีนัย จะเสนอ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ที่สามารถลงความเห็นอย่างอิสระ และหากเห็นว่ามีมูลความผิด ก็จะเสนออัยการทำสำนวนสั่งฟ้อง แต่ถ้ามีความเห็นเป็นอื่น ก็อาจให้อนุกรรมการไปรวบรวมเพิ่มเติมได้
ขณะที่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที ที่ยืนยันว่าคณะกรรมการตรวจสอบที่ไอซีทีได้ตั้งขึ้น กำลังเร่งดำเนินการและจะเร่งสรุปภายในเดือน ก.พ.นี้
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหากผลการสอบสรุปออกมาว่าสัญญาดังกล่าวไม่ถูกต้อง แน่นอนว่าทรูต้องฟ้องศาลปกครองกลางเพื่อขอคุ้มครองฉุกเฉิน เพื่อไม่ให้ลูกค้าทรูมูฟเอชที่มีนับแสนรายต้องเดือดร้อน และนั่นหมายความว่าทรูก็ยังคงเดินหน้าให้บริการ 3จี ได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีลูกค้าเป็นเครื่องต่อรอง
สุดท้ายไม่ว่าผลสอบจะออกมาบวกหรือลบ สิ่งสำคัญ คือ การมีคำตอบที่ชัดเจนให้กับสังคมว่า สัญญาการให้บริการครั้งนี้ผิดหรือถูก และประชาชนได้รับผลประโยชน์จากสัญญานี้จริง ไม่ใช่ตกเป็นของผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง โดยอาศัยคำว่า “เพื่อประโยชน์ของลูกค้า” บังหน้าเท่านั้น







