posttoday
ตลาดหุ้นหลังคำพิพากษายึดทรัพย์

ตลาดหุ้นหลังคำพิพากษายึดทรัพย์

02 มีนาคม 2553

...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ

ทิศทางตลาดหุ้นไทยหลังคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ยังคงขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศไทย

กว่า 1 เดือนก่อนถึงวันพิพากษา บรรยากาศความไม่แน่นอนปกคลุมตลาดหุ้น วอลุมเทรดหดหาย และนักลงทุนส่วนหนึ่งกังวลต่อสถานการณ์ในกรณีเลวร้าย คือ “ยึดหมด” ซึ่งจะทำให้เกิดความตึงเครียดสูง มีความเสี่ยงสูงที่จะมีการใช้ความรุนแรง กลุ่มนี้จึงลดความเสี่ยงด้วยการลดพอร์ต ถือเงินสดเพิ่มเพื่อรอช้อนซื้อของถูกเมื่อตลาดปรับตัวลงลึก

อีกกลุ่มหนึ่งแม้ไม่แน่ใจในสถานการณ์การเมือง แต่เล็งเห็นว่าพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยและของบริษัทจดทะเบียนดีขึ้นเป็นลำดับ เครื่องชี้หลายตัวดีกว่าที่เคยประเมินเมื่อปลายปีด้วยซ้ำ รูปธรรมที่ชัดเจนคือ จีดีพี ไตรมาส 4/2552 ที่ขยายตัวถึง 5.8% และการทยอยปรับขึ้นประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2553 อย่างไรก็ดี กลุ่มนี้ทำแค่ “ทยอยซื้อ” ที่เหลือรอตั้งรับเมื่อราคาหุ้นย่อตัว เนื่องจากยังหวั่นไหวต่อสถานการณ์ความตึงเครียดหลังคดียึดทรัพย์

มีเพียงกลุ่มน้อยที่มองสวนตลาด กลุ่มนี้ประเมินว่า “ถูกคุ้มเสี่ยง” และคาดว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรง จึงเข้าซื้อในช่วงประมาณ 1 สัปดาห์เศษก่อนวันพิพากษา

จะเห็นได้ว่านักลงทุนส่วนใหญ่ “รอเก็บของถูก” ทั้งๆ ที่พื้นฐานของหุ้นดีกว่าที่เคยประเมินไว้ ที่สำคัญราคาตลาดช่วงที่เทรดต่ำกว่า 700 จุด มีโอกาสทำกำไรและรับปันผลรวมกันราว 21% ในภาพรวม ขณะที่บางหุ้นอาจสูงกว่า 2530% ด้วยซ้ำ แถมผลประกอบการของบางกลุ่มธุรกิจจะถูกกระทบไม่มากนัก จากความตึงเครียดทางการเมือง เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่พึ่งตลาดส่งออกและได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก หรือกลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่และอาหารที่เป็นของใช้จำเป็น เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ราคาหุ้นก่อนวันพิพากษาไม่เพียงไม่ลง แต่ดันวิ่งสวนขึ้นไปยืนเหนือ 720 จุดด้วยซ้ำ ทำให้นักลงทุนที่รอซื้อ หรือขายหุ้นออกไปก่อนหน้านี้พลาดโอกาสนี้ไป

จะเห็นได้ว่าพวกที่อยากขายก็ได้ขายไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่พวกอยากซื้อส่วนใหญ่รอหลังวันพิพากษา คำถามคือ ถ้าหุ้นไม่ลงล่ะ จะยอมขยับราคาซื้อขึ้นมามากน้อยแค่ไหน

คำพิพากษายึดทรัพย์บางส่วน คืนทรัพย์บางส่วน ตลอดจนเหตุผลของผู้พิพากษาเสียงส่วนใหญ่ แม้ไม่อาจสร้างความพึงพอใจให้กับทุกฝ่าย แต่ช่วยลดความตึงเครียดทางการเมืองลงได้ระดับหนึ่ง การใช้ความรุนแรงโดยอาจอ้างวาทกรรม “สองมาตรฐาน” คงจะลดดีกรีลง เมื่อมีความชัดเจน นักลงทุนที่ “รอ” มานาน ก็จะตัดสินใจลงทุนทางใดทางหนึ่ง ตลาดหุ้นจึงมีแนวโน้มกระเตื้องขึ้นก่อน

การที่กลุ่มเสื้อแดงเลื่อนการชุมนุมใหญ่ออกไปเป็นวันที่ 14 มี.ค. ยังทำให้รัฐมีเวลาในการใช้สื่อทำประชาสัมพันธ์เชิงรุกชี้แจงทำความเข้าใจเหตุผลของคำพิพากษา นอกจากนั้นเวลาที่ทอดยาวออกไปยังทำให้กลุ่มคนที่รักคุณทักษิณมีเวลาตั้งสติ ใช้เหตุผลมากขึ้น และใช้อารมณ์น้อยลง

อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นคงไปได้ไม่ไกล แรงขายจะมีออกมาเป็นระยะ เนื่องจากความขัดแย้งในสังคมไทยยังคงดำเนินต่อไป คำพิพากษานี้ยังทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องนำไปขยายผลต่อ ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาว่าการแก้ไขสัมปทานมือถือของเอไอเอส รวมถึงสัมปทานดาวเทียมของไทยคมก่อนหน้านี้เป็นโมฆกรรมหรือไม่ รวมถึงการดำเนินการต่อกรณีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นของ SC เป็นต้น หุ้นที่เกี่ยวข้องคงตกอยู่ภายใต้แรงกดดันต่อไป

นอกจากนั้น ช่วงใกล้วันชุมนุมใหญ่วันที่ 14 มี.ค. แรงกดดันทางการเมืองจะสูงขึ้นอีกครั้ง ส่วนจะกดดันตลาดหุ้นมากน้อยแค่ไหน คงต้องประเมินกันอีกครั้งถึงความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง ตลาดหุ้นยังเผชิญวิบากกรรมอันเป็นผลพวงจากความขัดแย้งในสังคมไทยต่อไป

ผมเขียนบทความนี้ช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 28 ก.พ. หลังมีรายงานเหตุป่วนเมือง 5 จุด ในคืนวันที่ 27 ก.พ. คนร้ายลอบขว้างระเบิดพุ่งเป้าส่วนใหญ่ที่สาขาธนาคารกรุงเทพ

แม้จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุป่วนเมืองขึ้นอีก แต่เชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ อย่างไรก็ดี ต้องติดตามสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศไทยอย่างใกล้ชิด แต่ไม่ควรกังวลเรื่องนี้จนลืมดูปัจจัยพื้นฐานและมูลค่าของกิจการ ในบางขณะนักลงทุนส่วนใหญ่อาจวิตกมากเกินเหตุ จนราคาหุ้นตกต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานมากๆ เช่น 30% ขึ้นไป กรณีนี้จะเป็นโอกาสช้อนซื้อหุ้น เพราะถูกคุ้มเสี่ยงครับ โดยอาจเน้นกิจการที่ได้รับผลกระทบน้อยจากความวุ่นวายทางการเมืองก่อน

ท้ายสุดนี้ ในฐานะคนไทยคนหนึ่งอยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้สติและเหตุผล หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง โปรดคำนึงถึงผลประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นหลัก ประเทศไทยเสียโอกาสไปมากแล้ว หยุดทำร้ายประเทศไทยเสียทีเถอะครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค