
เงินบาทยังแข็งแกร่งแต่ต้องจับตายูโรโซน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ค่าเงินบาทในสัปดาห์ (6-10 ก.พ. 2555) อาจเคลื่อนไหวในกรอบ 30.70-31.10 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ค่าเงินบาทในสัปดาห์ (6-10 ก.พ. 2555) อาจเคลื่อนไหวในกรอบ 30.70-31.10 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
โดยคงต้องจับตาการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูโรโซน ซึ่งจะมีการจัดเตรียมรายละเอียดเกี่ยวกับแผนความช่วยเหลือทางการเงินรอบสองของกรีซ ซึ่งจะรวมในส่วนของการปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ภาคเอกชน และเงื่อนไขการปฏิรูปด้านการคลังของรัฐบาลกรีซ
ตลอดจนผลการประชุมธนาคารกลางยุโรปที่อาจจะมีการส่งสัญญาณลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดๆ ไป และการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเบื้องต้นเดือน ก.พ. ข้อมูลงบประมาณของรัฐบาลกลางเดือน ม.ค. และข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ ข้อมูลสต๊อกสินค้าภาคค้าส่งเดือน ธ.ค. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
การเคลื่อนไหวของเงินบาทสัปดาห์ที่ผ่านมาแข็งค่าทะลุระดับ 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ก่อนที่จะปิดตลาดในวันศุกร์ที่ 3 ก.พ. ไปที่ 30.82 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เทียบกับระดับ 31.18 บาทต่อเหรียญสหรัฐในวันศุกร์ที่ 27 ม.ค. 2555 ท่ามกลางสัญญาณเงินทุนไหลเข้าเอเชีย และการเข้าซื้อสุทธิหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ
ทั้งนี้ การแข็งค่าของเงินบาทสอดคล้องกับสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชีย และการกลับเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุนยังมีปัจจัยบวกเพิ่มเติมจากแรงขายเหรียญสหรัฐของกลุ่มผู้ส่งออกอีกด้วย
อย่างไรก็ดี ความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ของกรีซที่คืบหน้าแต่ยังไม่ได้ข้อสรุป กระตุ้นให้นักลงทุนขายทำกำไรสินทรัพย์เสี่ยงและสกัดการแข็งค่าของเงินเอเชียไว้เป็นระยะๆ
สำหรับอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 610 ก.พ. 2555 ธนาคารพาณิชย์จะมีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ อีกทั้งจะมีการตัดจ่ายเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายผ่านระบบธนาคารในช่วงปลายสัปดาห์ ทั้งนี้คาดว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นจะยังทรงตัวต่อเนื่องใกล้ระดับ 3% อย่างต่อเนื่อง
สัปดาห์ที่ผ่านมาอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นค่อนข้างทรงตัวมีการทยอยไหลกลับของสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินหลังสิ้นเดือน
ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) มีระดับหนาแน่นที่ 2.90% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 14 วัน ทรงตัวที่ 3% เทียบกับ 33.25% ในสัปดาห์ก่อน
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ 3.11% ในวันศุกร์ ลดลงเล็กน้อยจาก 3.12% ในสัปดาห์ก่อน
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ 1.82% ในวันพฤหัสบดี ลดลงจาก 1.89% ในสัปดาห์ก่อน
เงินยูโรอ่อนค่าลงจากระดับแข็งค่าสุดในรอบ 6 สัปดาห์ครึ่ง ปิดในวันศุกร์ที่ 3 ก.พ. 2555 ที่ 1.3172 เทียบกับ 1.3224 เหรียญสหรัฐต่อยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า ก่อนฟื้นตัวขึ้น เงินยูโรอ่อนค่าลงในช่วงต้นสัปดาห์ หลังจากที่ข้อสรุปเกี่ยวกับการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ของกรีซถูกเลื่อนออกไป ขณะที่เริ่มมีข่าวลือว่าโปรตุเกสก็อาจมีความจำเป็นต้องขอรับความช่วยเหลือทางการเงินรอบสอง
ทั้งนี้ เงินยูโรอ่อนค่าแม้ว่าผู้นำสหภาพยุโรปจะบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการเริ่มใช้กลไกรักษาเสถียรภาพยุโรปถาวร (ESM) วงเงิน 5 แสนล้านยูโรในเดือน ก.ค.นี้ก็ตาม อย่างไรก็ดี เงินยูโรทยอยลดช่วงติดลบกลับมาในช่วงระหว่างสัปดาห์ ท่ามกลางแรงซื้อสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุน โดยมีแรงหนุนจากข้อมูล PMI ภาคการผลิตที่แข็งแกร่งเกินคาดของหลายๆ ประเทศทั่วโลก กระนั้นก็ดี นักลงทุนยังคงใช้ความระมัดระวังในการเข้าซื้อเงินยูโรในช่วงปลายสัปดาห์ เนื่องจากต้องการรอข้อสรุปของข้อตกลงปรับโครงสร้างหนี้ของกรีซ และการรายงานตัวเลขตลาดแรงงานของสหรัฐ
เงินเยนแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 3 เดือน ในฐานะที่เป็นสกุลเงินปลอดภัยในช่วงต้นสัปดาห์ ก่อนจะปรับตัวในกรอบแคบๆ ในช่วงต่อมาท่ามกลางความกังวลต่อการแทรกแซงตลาดของทางการญี่ปุ่น ปิดในวันศุกร์ที่ 3 ก.พ. 2555 ที่ 76.22 เยนต่อเหรียญสหรัฐ เทียบกับระดับ 76.68 เยนต่อเหรียญสหรัฐในวันศุกร์ก่อนหน้า
บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย มองว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยระหว่างวันที่ 6-10 ก.พ. 2555 ดัชนีมีโอกาสแกว่งตัวในทิศทางที่ปรับขึ้นคาดว่าจะมีแนวรับที่ 1,090 และ 1,077 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,112 และ 1,122 จุด ตามลำดับ
ขณะที่ตลาดผ่อนคลายความกังวลลงบางส่วน แต่ก็ยังต้องจับตาพัฒนาการการแก้ไขวิกฤตหนี้ยุโรป ทั้งการตรวจสอบก่อนการอนุมัติเงินช่วยเหลือกรีซรอบสองของ Troika (ECB/EU/IMF) และผลการเจรจาปรับลดหนี้กรีซโดยภาคเอกชน
สัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนี SET ปิดวันศุกร์ที่ 3 ก.พ. 2555 ที่ระดับ 1,098.95 จุด เพิ่มขึ้น 2.11% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 21.22% อยู่ที่ 27,204.58 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนรายย่อย นักลงทุนสถาบัน และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ







