
ข้อสังเกตต่อประกาศ กสทช.เรื่องการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว
คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
โดยคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ได้จัดเสวนาเกี่ยวกับประกาศ กสทช. เรื่องการกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว พ.ศ. 2554 ขึ้นเมื่อประมาณปลายปี 2554
การจัดเสวนาดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้เกี่ยวข้อง และนำข้อคิดเห็นจากการเสวนามาพิจารณาว่า มีความจำเป็นที่จะนำไปสู่การแก้ไขปรับปรุงประกาศ กสทช. ดังกล่าวหรือไม่
การจัดเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องต่อประกาศ กสทช.ดังกล่าว เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขในอนาคต ถือเป็นสิ่งที่ดีสมควรแก่การสนับสนุนให้เกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตในเบื้องต้นว่า นับแต่ประกาศ กสทช.ฉบับนี้ ได้บังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค. 2554 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาประมาณ 3 เดือน ถือได้ว่าเป็นระยะเวลาเร็วเกินไปหรือไม่ ที่จะทำให้มองเห็นถึงปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้ประกาศได้
สิ่งที่สำคัญกว่าเรื่องเวลาในการบังคับใช้ที่ผ่านมาก็คือ เราเพิ่งจะมีคณะกรรมการ กสทช. อันเป็นองค์กรที่จะมาบังคับใช้ประกาศอย่างเต็มรูปแบบและเริ่มปฏิบัติหน้าที่มาได้เพียง 1 เดือนเศษเท่านั้น โดยที่คณะกรรมการ กสทช. เองก็ยังไม่เคยได้ใช้อำนาจตามประกาศ กสทช.ดังกล่าวเลย หลายท่านที่ติดตามการจัดทำร่างประกาศนี้มาแต่ต้นคงจำได้ว่าก่อนที่จะมีการบังคับใช้ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ปฏิบัติหน้าที่แทน กสทช. ซึ่งเป็นผู้ผลักดันให้เกิดประกาศ กสทช. ฉบับนี้ ก็ได้ใช้เวลาในการศึกษาผลดี ผลเสีย และความจำเป็นในการมีประกาศฉบับนี้มาอย่างยาวนานถึง 5 ปี และก่อนที่จะบังคับใช้ก็ได้นำร่างประกาศ ดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการประชาพิจารณ์เพื่อหาข้อดีและข้อเสียมาแล้วหลายครั้ง จึงทำให้เห็นได้ว่า หากมีการเสวนาถึงประกาศดังกล่าวในช่วงนี้ สาระของการเสวนาอาจไม่แตกต่างจากที่เคยเกิดขึ้นในช่วงที่ประกาศดังกล่าวยังเป็นร่างที่นำไปรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก่อนการบังคับใช้
อีกประการหนึ่ง กสทช. จะจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับประกาศฉบับนี้ ซึ่งจะจัดเป็นรูปแบบ Focus group หรือเป็นลักษณะปิด โดยจะเชิญเฉพาะผู้เชี่ยวชาญมาให้ความเห็นระหว่างการรับฟังความคิดเห็นในลักษณะดังกล่าว และไม่ได้เปิดกว้างแก่คนทั่วไป ซึ่งจะทำให้ได้ข้อมูลที่ไม่รอบด้านและไม่ได้รับรู้สภาพปัญหาที่แท้จริง
หาก กสทช. ประสงค์จะให้เกิดความรอบคอบและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายในการบังคับใช้ประกาศ ก็ควรที่จะเปิดช่องรับฟังความคิดเห็นให้หลากหลายกว่าที่กำหนดไว้เดิม โดยจัดให้เป็นแบบรับฟังความเห็นสาธารณะ โดยเฉพาะการรับฟังข้อคิดเห็นจากฝ่ายที่เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง เช่น ตัวแทนผู้ให้บริการ องค์กรเอกชนด้านโทรคมนาคม นักวิชาการ นักกฎหมาย ประชาชนทั่วไป เป็นต้น อันจะทำให้การจัดเสวนาที่จะเกิดขึ้นได้รับทราบสภาพปัญหาที่แท้จริงได้
ประกาศ กสทช. เรื่องการกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว ซึ่งได้ใช้ระยะเวลาในการศึกษาผลดี ผลเสียตอนที่ยกร่าง และทำประชาพิจารณ์ก่อนการบังคับใช้ถึง 5 ปีนั้น ถือได้ว่าเป็นการวางกฎเกณฑ์เพื่อป้องกันการเข้าครอบงำกิจการโทรคมนาคมโดยคนต่างด้าวที่ดีและมีความรัดกุมพอสมควร ซึ่งน่าจะมีส่วนช่วยป้องกันมิให้เกิดการครอบงำ หรือมีอำนาจควบคุมในกิจการโทรคมนาคมโดยคนต่างด้าวได้ แต่จะเห็นได้ว่าประกาศดังกล่าว มีการบังคับใช้กันเฉพาะในส่วนกิจการโทรคมนาคมเท่านั้น ทั้งที่อำนาจหน้าที่และบทบาทของ กสทช.นั้น มีความครอบคลุมไปถึงการกำกับดูแลในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (Broadcast) อีกด้วย ประกอบกับกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เองก็อยู่ในส่วนที่ถูกกำหนดให้ต้องเปิดเสรีภายใต้กรอบความตกลงของ WTO และประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)
จึงเห็นได้ว่าหากไม่มีมาตรการป้องกันในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เช่นเดียวกับกิจการโทรคมนาคมแล้ว ก็จะทำให้บรรดาผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) ต้องได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของผู้ประกอบการต่างด้าว ที่มีความพร้อมและเหนือกว่าทางด้านเงินทุนและเทคโนโลยี โดยที่ในขณะนี้ตัวแทนอย่างเช่น สมาคมเคเบิลทีวีและสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม ก็ได้ออกมาแสดงความต้องการที่จะให้ กสทช. ได้ออกกฎเกณฑ์มาคุ้มครอง และมีมาตรการอื่นเพื่อเพิ่มศักยภาพให้สามารถแข่งขันกับกลุ่มทุนต่างด้าวที่จะเข้ามาจากข้อตกลงการค้าเสรีได้
ดังนั้น กสทช.ชุดปัจจุบัน จึงควรจะจัดลำดับของความสำคัญว่าควรจะดำเนินการอะไรก่อนหลัง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนโดยทั่วไป







