
นิคมฯตะวันอกเฟื่องฟู
ปีนี้เป็นปีที่เฟื่องฟูของนิคมอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในเขตภาคตะวันออก ทั้งบริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน (HEMRAJ)
ปีนี้เป็นปีที่เฟื่องฟูของนิคมอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในเขตภาคตะวันออก ทั้งบริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน (HEMRAJ)
โดย..เจียรนัย อุตะมะ
และนิคมอุตสาหกรรมอมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA) นิคมอุตสาหกรรมที่มียอดขายเป็นอันดับ 1 และอันดับ 2 ของประเทศไทย เพราะเงินทุนใหม่ที่จะเข้ามาปีนี้ต้องไหลเข้าไปในนิคมอุตสาหกรรมแถบนี้แทนนิคมอุตสาห กรรมที่ประสบปัญหาน้ำท่วม รวมถึงได้อานิสงส์จากการไหลออกของอุตสาห กรรมที่น้ำท่วมย้ายฐานเข้ามาในแถบนี้
“สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง” ประธานที่ปรึกษา เหมราชพัฒนาที่ดิน (HEMRAJ) กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มเห็นการเคลื่อนย้ายของผู้ประกอบการและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเข้ามาซื้อที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมฝั่งตะวันออกเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และทำให้ยอดขายที่ดินของบริษัทในไตรมาสแรกปีนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดด
“เหมราชฯ ไม่อยากเติบโตบนความเจ็บปวดของนิคมฯ ทางตอนกลางที่ถูกน้ำท่วม แต่ด้วยทำเลที่ตั้งนิคมฯ ของบริษัทอยู่ในโซนตะวันออกและใกล้ท่าเรือ สะดวกในการขนส่งจึงกลายเป็นที่สนใจของธุรกิจหลังเกิดปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในลุ่มภาคกลาง” สวัสดิ์ กล่าว
“เดวิด ริชาร์ด นาร์โดน” กรรมการผู้จัดการ HEMRAJ กล่าวว่า ในปี 2554 บริษัทขายที่ดินได้ทั้งหมด 1,670 ไร่ เพิ่มขึ้นถึง 80% จากปีก่อน ในจำนวนนี้เป็นยอดขายที่มาจากโรงงานที่ย้ายนิคมอุตสาหกรรมเนื่องมาจากน้ำท่วมประมาณ 10% ส่วนใหญ่ของยอดขายมาจากการย้ายถิ่นฐานของนักลงทุนจากญี่ปุ่น เนื่องมาจากค่าเงินเยนแข็งที่เพิ่งกลับมาหลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หรือตั้งแต่ปี 2553
“เราเห็นแนวโน้มการย้านฐานการผลิตของญี่ปุ่นกลับมาตั้งแต่ปลายปี 2552 เพราะค่าเงินเยนแข็ง ต้นทุนการผลิตในญี่ปุ่นสูงมาก ทำให้นักลงทุนเหล่านี้ย้ายฐานออกนอกประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในครึ่งหลังของปีก่อนทำให้มีการปรับเป้าหมายยอดขายเพิ่มขึ้น และคาดว่าจะต่อเนื่องมาถึงปีนี้”
การย้ายฐานของนักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามาในไทยเกิดขึ้นในช่วง 810 ปีที่ผ่านมา แต่ต้องชะงักงันไปสองปีช่วงวิกฤตโลกปี 25512552 และเพิ่งกลับมาประเทศไทย เพราะไทยเป็นฐานการส่งออกไปเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์
นอกจากนั้น ฐานที่ตั้งของ HEMRAJ อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออกสูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางมาก มีระบบสาธารณูปโภคดี บริการดี ดึงดูดลูกค้าให้เข้ามา
“วิวัฒน์ จิรัฐติกาลสกุล” รองกรรมการผู้จัดการ HEMRAJ ให้ความเห็นว่า นิคมฯ ของ HEMRAJเหมาะสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่ช่วงน้ำท่วมมีหลายอุตสาหกรรมหนีน้ำมาอย่างฉุกละหุก ทำให้โรงงานให้เช่าที่ว่างอยู่เต็มและเข้ามาซื้อที่ดินแปลงใหญ่ที่นิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด แต่การเคลื่อนย้ายทั้งกระบวนการผลิตต้องใช้เวลาเป็นปี
สำหรับปีนี้น่าจะขายได้มากกว่า 1,500 ไร่ขึ้นไป รวมทั้งมีการรับรู้ที่ขายได้ในปีที่ผ่านมาอีก 900 ไร่ คาดว่าความต้องการเพิ่มขึ้น 20%
ปีนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 40% จากปีก่อน ในอัตรากำไรขั้นต้นประมาณ 40% โดย 50% ของรายได้มาจากการขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม
นอกจากนั้น คาดว่ารายได้จากสาธารณูปโภคจะเติบโตเป็น 2 เท่าจากปี 2552 เนื่องมาจากการเปิดดำเนินการในเดือน เม.ย. ของโรงไฟฟ้าเก็คโค่วัน บริษัทร่วมทุนระหว่าง HEMRAJ กับบริษัท โกลว์พลังงาน (GLOW) โดยบริษัทถือหุ้น 35%
หากดำเนินการผลิตเต็มที่ โรงไฟฟ้าแห่งนี้จะมีส่วนแบ่งกำไรในรูปเงินปันผลให้บริษัท 1,400 ล้านบาทต่อปี มีโรงผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กระบบ Cogeneration อีก 7 โครงการในนิคมอุตสาหกรรม 4 แห่ง จะเริ่มทยอยเปิดดำเนินการในปี 2556 จนถึงปี 2559 โดยบริษัทมีสิทธิเข้าซื้อหุ้น 25% และโครงการของบริษัท โกลว์ เหมราช วินด์ ที่อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้
ทิศทางการดำเนินธุรกิจปีนี้ยังมุ่งเน้นธุรกิจหลักคือนิคมอุตสาหกรรม การให้บริการด้านสาธารณูปโภค พลังงานและอสังหาริมทรัพย์ ด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีของไทยและการย้ายฐานและการควบรวมการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้มีงบลงทุน 1,500 ล้านบาท จากปีก่อนเกือบ 4,000 ล้านบาท เพราะมีการก่อสร้างเหมราชฯ โลจิสติกส์ พาร์ค 1 ที่จะเสร็จสมบูรณ์พร้อมจะเปิดดำเนินการไตรมาส 2 ของปีนี้
วิวัฒน์ จิรัฐติกาลสกุล รองกรรมการผู้จัดการ HEMRAJ กล่าวว่า สำหรับเหมราชฯ โลจิสติกส์ พาร์ค 1 การก่อสร้างอาคารในระยะเริ่มต้น 8 อาคาร พื้นที่ 4.9 หมื่นตารางเมตร นี้ โดยขายที่ดินไปแล้ว 85 ไร่ ให้แก่บริษัท ไฮเทค นิทซู (ประเทศไทย)
ด้าน AMATA เพิ่มเป้ายอดขายที่ดินปีหน้าเป็นมากกว่า 2,000 ไร่ จาก 1,800 ไร่
“วิบูลย์ กรมดิษฐ์” ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ AMATA กล่าวว่า บริษัทปรับเป้ายอดขายที่ดินปี 2555 เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 2,000 ไร่ จากเดิมคาดว่าอยู่ที่ 1,800 ไร่ หลังมีลูกค้าใหม่เข้ามาเจรจาขอซื้อที่ดินจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนต่างประเทศและนักลงทุนที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมที่ถูกน้ำท่วมทางตอนเหนือของกรุงเทพมหานคร รวมทั้งลูกค้าเดิมของบริษัทที่ต้องการขยายกำลังผลิตด้วย
“ลูกค้าใหม่ที่เข้ามาเจรจาซื้อที่ดินเป็นกลุ่มธุรกิจยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เกษตรและเคมี ที่ใช้ในธุรกิจยานยนต์ซึ่งไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และอยู่ระหว่างเจรจากับลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบรถยนต์รายใหญ่ หากการเจรจาสำเร็จจะทำให้ยอดขายที่ดินของบริษัทเติบโตมากกว่า 2,000 ไร่ เป็นที่ดินในนิคมฯ อมตะนคร ประมาณ 40% และนิคมฯ อมตะซิตี้ 60%” วิบูลย์ กล่าว
รายได้รวมปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 5,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3040% จากปีนี้ที่คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเติบโตขึ้นมากกว่าปกติที่เฉลี่ยอยู่ในระดับ 20%
ปัจจุบัน AMATA มีงานในมืออยู่ที่ 3,300 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ในไตรมาส 4 ไปจนถึงต้นปีหน้า และบริษัทมีที่ดินเหลือทั้งหมด 1.3 หมื่นไร่ ซึ่งทยอยขายได้ในระยะเวลา 7 ปี ทำให้ปีหน้าบริษัทไม่จำเป็นต้องใช้เงินซื้อที่ดินมากนัก แค่หลัก 1,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ยอดรับรู้รายได้ในปีก่อนอาจต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ เนื่องจากไม่สามารถโอนที่ดินให้ลูกค้าได้ แต่เชื่อว่ายอดขายที่ดินจะทำได้ตามเป้าหมายที่ 1,500 ไร่







