posttoday
จำนำ..มันสำปะหลังช้าเกินไปหรือเปล่า

จำนำ..มันสำปะหลังช้าเกินไปหรือเปล่า

27 มกราคม 2555

ผมเคยเขียนบทความเรื่อง “ขบวนการทุบราคามันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน

ผมเคยเขียนบทความเรื่อง “ขบวนการทุบราคามันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน

โดย...อนันต์ ดาโลดม

นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย

ผมเคยเขียนบทความเรื่อง “ขบวนการทุบราคามันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน และพลังงานทดแทนของประเทศไทย” เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2554 จากนโยบายของรัฐบาลในการปรับลดราคาน้ำมันเบนซิน เพื่อลดค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนคนไทย แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นในขณะนั้น คือ เมื่อลดราคาน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซลลง ทำให้ส่วนต่างของราคาน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลกับแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซลมีอยู่เพียงเล็กน้อย ทำให้ประชาชนที่เคยยอมใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซลกลับหันไปใช้น้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลเช่นเดิม

ข้อมูลที่ได้รับจากโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พบว่าการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่ผลิตจากอ้อยและมันสำปะหลังลดลงถึงวันละประมาณ 8 หมื่นลิตร และการใช้ไบโอดีเซลก็ลดลงเช่นเดียวกัน ซึ่งจากปริมาณอัตราการผลิตของบริษัท บางจาก ไบโอฟูเอล ซึ่งเป็นบริษัทอยู่ในเครือบางจาก ที่มีกำลังการผลิตเต็มที่ 3 แสนลิตรต่อวัน ต้องเดินเครื่องผลิตไบโอดีเซล บี100 อยู่ที่ 2 แสนลิตรต่อวัน เนื่องจากความต้องการใช้ บี100 ลดลง ซึ่งนโยบายดังกล่าวจะกระทบถึงเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง

จำนำ..มันสำปะหลังช้าเกินไปหรือเปล่า

 

เมื่อรัฐบาลได้ปรับลดราคาแก๊สโซฮอล์ลงมา เพื่อให้ราคาของแก๊สโซฮอล์ที่ใช้วัตถุดิบจากมันสำปะหลังและอ้อยอยู่ระหว่างประมาณ 3 บาทต่อลิตร เพื่อให้ประชาชนหันกลับมาใช้แก๊สโซฮอล์เหมือนเดิม แต่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังก็ได้รับผลกระทบไปแล้ว เพราะในช่วงระยะเวลาดังกล่าวราคามันสำปะหลังที่เกษตรกรขายได้ในปี 2553/2554 เฉลี่ยกิโลกรัมละ 3.50 บาท ลดลงเหลือกิโลกรัมละ 1.502 บาท

ต่อมาเมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2554 คณะกรรมการจัดทำแผนการลงทุนเกษตรแบบมีสัญญากับประเทศเพื่อนบ้าน (Contract Farming) และเห็นชอบที่จะให้มีการนำเข้าพืชเกษตรตามโควตาในสินค้า 9 รายการ ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4 แสนตัน ถั่วเหลือง 1 แสนตัน ถั่วเขียวผิวมัน 1.2 หมื่นตัน ถั่วลิสง 6,500 ตัน งา 10,200 ตัน ข้าวโพดหวาน 2.2 หมื่นตัน ลูกเดือย 5 หมื่นตัน ละหุ่ง 2,500 ตัน มันสำปะหลัง 3.55 แสนตัน และแนวทางดูแลการนำเข้าไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและอุตสาหกรรมเกษตรของไทย รวมทั้งจัดตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการปฏิบัติให้เป็นไปตามแผนงาน โดยจะนำเรื่องนี้เสนอต่อ รมว.พาณิชย์ เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบต่อไป

จากนโยบายเรื่องพลังงานกับแนวความคิดในการนำเข้ามันสำปะหลังของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2554 จนถึงปัจจุบัน เป็นช่วงที่เกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกำลังจะขุดมันออกจำหน่าย ซึ่งจากการที่ราคามันสำปะหลังลดลงเป็นลำดับ ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกมัน โดยเฉพาะเกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับผลกระทบมากที่สุด

จนในที่สุดได้มีรายงานว่ามีการนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการโครงการรับจำนำมันสำปะหลังจำนวน 10 ล้านตัน ในราคากิโลกรัมละ 2.75 บาท ณ เปอร์เซ็นต์แป้ง 25% ถ้าเปอร์เซ็นต์แป้งสูงขึ้น 1% เกษตรกรก็จะได้รับเงินเพิ่มขึ้นอีกกิโลกรัมละ 5 สตางค์ โดยจะเริ่มดำเนินการวันที่ 1 ก.พ. 2555 เป็นต้นไป

รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ได้รับทราบมาตลอดระยะเวลาว่าราคามันสำปะหลังตกต่ำมาเป็นลำดับ แต่ไม่เคยที่จะดำเนินการแก้ไข ปล่อยให้ระยะเวลาล่วงเลยมา และปัจจุบันมันสำปะหลังจำนวนไม่น้อยที่เกษตรกรจำหน่ายได้ในราคาที่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 2.50 บาท ได้ไปอยู่ในมือพ่อค้าเรียบร้อยแล้ว และมันสำปะหลังจำนวนนี้อาจจะเข้าไปสู่กระบวนการรับจำนำ เมื่อรัฐบาลจะดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2555 เป็นต้นไป

สิ่งที่อยากเสนอเพื่อให้รัฐบาลนำไปทบทวน คือ เรื่องราคารับจำนำที่กำหนดไว้กิโลกรัมละ 2.75 บาท ณ เปอร์เซ็นต์แป้ง 25% เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังอาจจะไม่ได้อะไรเลยเมื่อเทียบกับต้นทุนการผลิต ตามข้อมูลเพื่อพิจารณาดังต่อไปนี

rประมาณการรายได้

1.ผลผลิตเฉลี่ย ไร่ละ 3,000 บาท

2.ราคารับจำนำ กิโลกรัมละ 2.75 บาท

3.รวมรายได้ 8,250 บาท

rกำไรเหนือต้นทุนต่อ 1 ไร่

รายได้ 8,250 บาท – ต้นทุน 6,940 บาท = 1,310 บาท

จากราคารับจำนำ 2.75 บาทต่อ 1 กิโลกรัม เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังจะมีกำไรไร่ละ 1,310 บาท โดยเฉลี่ยเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังครอบครัวละประมาณ 20 ไร่ ดังนั้นรายได้จากการปลูกมันสำปะหลังตลอดทั้งปีในพื้นที่ 20 ไร่ จะอยู่ที่ 2.62 หมื่นบาท เฉลี่ยเดือนละประมาณ 2,000 บาท รายได้เพียงเท่านี้สำหรับครอบครัวเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะอยู่ได้อย่างไร

โดยเฉพาะการปลูกมันในปี 2554/2555 ได้เพิ่มขึ้นประมาณ 10% เนื่องจากราคามันสำปะหลังในปี 2553/2554 ราคาสูงมาก เกษตรกรสามารถขายหัวมันสดได้ประมาณกิโลกรัมละ 3.50 บาท ราคาดังกล่าวจะทำให้เกษตรกรมีกำไรประมาณไร่ละ 3,560 บาท ซึ่งเป็นรายได้ที่เกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือพอจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

ดังนั้น รัฐบาลควรจะพิจารณาการปรับราคารับจำนำมันสำปะหลังให้สูงขึ้นกว่าที่กำหนดไว้ คือ 2.75 บาท ไปอยู่ที่ราคาอย่างน้อย 3 บาทต่อกิโลกรัมขึ้นไป เพื่อยกระดับรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังให้สูงขึ้นบ้างตามที่เกษตรกรคาดหวัง

อีกประการหนึ่ง รัฐบาลจะต้องเร่งรัดให้โครงการรับจำนำมันสำปะหลังเริ่มได้ทันทีในวันที่ 1 ก.พ. 2555 เพราะในระยะนี้ (ซึ่งความจริงตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2554 เป็นต้นมา เกษตรกรก็ได้ขุดหัวมันมาจำหน่ายแล้ว) หลังจากตรุษจีนเกษตรกรจะต้องขุดหัวมันออกมาขายเป็นจำนวนมาก หากการรับจำนำล่าช้าออกไป เกษตรกรก็จะต้องขายหัวมันสดให้แก่พ่อค้าในราคาที่ต่ำโดยไม่มีทางเลือก และโอกาสที่หัวมันสดที่อยู่ในมือของพ่อค้าจะถูกนำเข้าไปสวมสิทธิในการรับจำนำดังที่เคยเกิดขึ้นมาทุกยุคทุกสมัย

ปัญหาราคามันสำปะหลังตกต่ำ คือปัญหาของพี่น้องเกษตรกรชาวอีสาน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ยากจนที่สุดในสังคมไทย พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรครัฐบาลในปัจจุบัน ได้รับการสนับสนุนชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงจากภาคอีสานอย่างท่วมท้น แต่นโยบายและแนวทางปฏิบัติของรัฐบาลที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรภาคอีสาน ไม่มีอะไรที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลของพรรคเพื่อไทยที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรภาคอีสานจะทำอย่างไร

กรณีราคามันสำปะหลังตกต่ำที่ส่งสัญญาณมาตั้งแต่ปลายปี 2554 มาจนถึงปัจจุบัน ที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่พี่น้องเกษตรกรชาวอีสาน โดยมีแนวทางการแก้ไขที่ล่าช้าจนไม่ทันการณ์ คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นความเป็นจริงของมุมมองพรรคเพื่อไทยที่มีต่อคนระดับรากหญ้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน