
จำนำ..มันสำปะหลังช้าเกินไปหรือเปล่า
ผมเคยเขียนบทความเรื่อง “ขบวนการทุบราคามันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน
ผมเคยเขียนบทความเรื่อง “ขบวนการทุบราคามันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน
โดย...อนันต์ ดาโลดม
นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย
ผมเคยเขียนบทความเรื่อง “ขบวนการทุบราคามันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน และพลังงานทดแทนของประเทศไทย” เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2554 จากนโยบายของรัฐบาลในการปรับลดราคาน้ำมันเบนซิน เพื่อลดค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนคนไทย แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นในขณะนั้น คือ เมื่อลดราคาน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซลลง ทำให้ส่วนต่างของราคาน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลกับแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซลมีอยู่เพียงเล็กน้อย ทำให้ประชาชนที่เคยยอมใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซลกลับหันไปใช้น้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลเช่นเดิม
ข้อมูลที่ได้รับจากโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พบว่าการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่ผลิตจากอ้อยและมันสำปะหลังลดลงถึงวันละประมาณ 8 หมื่นลิตร และการใช้ไบโอดีเซลก็ลดลงเช่นเดียวกัน ซึ่งจากปริมาณอัตราการผลิตของบริษัท บางจาก ไบโอฟูเอล ซึ่งเป็นบริษัทอยู่ในเครือบางจาก ที่มีกำลังการผลิตเต็มที่ 3 แสนลิตรต่อวัน ต้องเดินเครื่องผลิตไบโอดีเซล บี100 อยู่ที่ 2 แสนลิตรต่อวัน เนื่องจากความต้องการใช้ บี100 ลดลง ซึ่งนโยบายดังกล่าวจะกระทบถึงเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง
เมื่อรัฐบาลได้ปรับลดราคาแก๊สโซฮอล์ลงมา เพื่อให้ราคาของแก๊สโซฮอล์ที่ใช้วัตถุดิบจากมันสำปะหลังและอ้อยอยู่ระหว่างประมาณ 3 บาทต่อลิตร เพื่อให้ประชาชนหันกลับมาใช้แก๊สโซฮอล์เหมือนเดิม แต่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังก็ได้รับผลกระทบไปแล้ว เพราะในช่วงระยะเวลาดังกล่าวราคามันสำปะหลังที่เกษตรกรขายได้ในปี 2553/2554 เฉลี่ยกิโลกรัมละ 3.50 บาท ลดลงเหลือกิโลกรัมละ 1.502 บาท
ต่อมาเมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2554 คณะกรรมการจัดทำแผนการลงทุนเกษตรแบบมีสัญญากับประเทศเพื่อนบ้าน (Contract Farming) และเห็นชอบที่จะให้มีการนำเข้าพืชเกษตรตามโควตาในสินค้า 9 รายการ ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4 แสนตัน ถั่วเหลือง 1 แสนตัน ถั่วเขียวผิวมัน 1.2 หมื่นตัน ถั่วลิสง 6,500 ตัน งา 10,200 ตัน ข้าวโพดหวาน 2.2 หมื่นตัน ลูกเดือย 5 หมื่นตัน ละหุ่ง 2,500 ตัน มันสำปะหลัง 3.55 แสนตัน และแนวทางดูแลการนำเข้าไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและอุตสาหกรรมเกษตรของไทย รวมทั้งจัดตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการปฏิบัติให้เป็นไปตามแผนงาน โดยจะนำเรื่องนี้เสนอต่อ รมว.พาณิชย์ เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบต่อไป
จากนโยบายเรื่องพลังงานกับแนวความคิดในการนำเข้ามันสำปะหลังของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2554 จนถึงปัจจุบัน เป็นช่วงที่เกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกำลังจะขุดมันออกจำหน่าย ซึ่งจากการที่ราคามันสำปะหลังลดลงเป็นลำดับ ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกมัน โดยเฉพาะเกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับผลกระทบมากที่สุด
จนในที่สุดได้มีรายงานว่ามีการนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการโครงการรับจำนำมันสำปะหลังจำนวน 10 ล้านตัน ในราคากิโลกรัมละ 2.75 บาท ณ เปอร์เซ็นต์แป้ง 25% ถ้าเปอร์เซ็นต์แป้งสูงขึ้น 1% เกษตรกรก็จะได้รับเงินเพิ่มขึ้นอีกกิโลกรัมละ 5 สตางค์ โดยจะเริ่มดำเนินการวันที่ 1 ก.พ. 2555 เป็นต้นไป
รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ได้รับทราบมาตลอดระยะเวลาว่าราคามันสำปะหลังตกต่ำมาเป็นลำดับ แต่ไม่เคยที่จะดำเนินการแก้ไข ปล่อยให้ระยะเวลาล่วงเลยมา และปัจจุบันมันสำปะหลังจำนวนไม่น้อยที่เกษตรกรจำหน่ายได้ในราคาที่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 2.50 บาท ได้ไปอยู่ในมือพ่อค้าเรียบร้อยแล้ว และมันสำปะหลังจำนวนนี้อาจจะเข้าไปสู่กระบวนการรับจำนำ เมื่อรัฐบาลจะดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2555 เป็นต้นไป
สิ่งที่อยากเสนอเพื่อให้รัฐบาลนำไปทบทวน คือ เรื่องราคารับจำนำที่กำหนดไว้กิโลกรัมละ 2.75 บาท ณ เปอร์เซ็นต์แป้ง 25% เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังอาจจะไม่ได้อะไรเลยเมื่อเทียบกับต้นทุนการผลิต ตามข้อมูลเพื่อพิจารณาดังต่อไปนี
rประมาณการรายได้
1.ผลผลิตเฉลี่ย ไร่ละ 3,000 บาท
2.ราคารับจำนำ กิโลกรัมละ 2.75 บาท
3.รวมรายได้ 8,250 บาท
rกำไรเหนือต้นทุนต่อ 1 ไร่
รายได้ 8,250 บาท – ต้นทุน 6,940 บาท = 1,310 บาท
จากราคารับจำนำ 2.75 บาทต่อ 1 กิโลกรัม เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังจะมีกำไรไร่ละ 1,310 บาท โดยเฉลี่ยเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังครอบครัวละประมาณ 20 ไร่ ดังนั้นรายได้จากการปลูกมันสำปะหลังตลอดทั้งปีในพื้นที่ 20 ไร่ จะอยู่ที่ 2.62 หมื่นบาท เฉลี่ยเดือนละประมาณ 2,000 บาท รายได้เพียงเท่านี้สำหรับครอบครัวเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะอยู่ได้อย่างไร
โดยเฉพาะการปลูกมันในปี 2554/2555 ได้เพิ่มขึ้นประมาณ 10% เนื่องจากราคามันสำปะหลังในปี 2553/2554 ราคาสูงมาก เกษตรกรสามารถขายหัวมันสดได้ประมาณกิโลกรัมละ 3.50 บาท ราคาดังกล่าวจะทำให้เกษตรกรมีกำไรประมาณไร่ละ 3,560 บาท ซึ่งเป็นรายได้ที่เกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือพอจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้
ดังนั้น รัฐบาลควรจะพิจารณาการปรับราคารับจำนำมันสำปะหลังให้สูงขึ้นกว่าที่กำหนดไว้ คือ 2.75 บาท ไปอยู่ที่ราคาอย่างน้อย 3 บาทต่อกิโลกรัมขึ้นไป เพื่อยกระดับรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังให้สูงขึ้นบ้างตามที่เกษตรกรคาดหวัง
อีกประการหนึ่ง รัฐบาลจะต้องเร่งรัดให้โครงการรับจำนำมันสำปะหลังเริ่มได้ทันทีในวันที่ 1 ก.พ. 2555 เพราะในระยะนี้ (ซึ่งความจริงตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2554 เป็นต้นมา เกษตรกรก็ได้ขุดหัวมันมาจำหน่ายแล้ว) หลังจากตรุษจีนเกษตรกรจะต้องขุดหัวมันออกมาขายเป็นจำนวนมาก หากการรับจำนำล่าช้าออกไป เกษตรกรก็จะต้องขายหัวมันสดให้แก่พ่อค้าในราคาที่ต่ำโดยไม่มีทางเลือก และโอกาสที่หัวมันสดที่อยู่ในมือของพ่อค้าจะถูกนำเข้าไปสวมสิทธิในการรับจำนำดังที่เคยเกิดขึ้นมาทุกยุคทุกสมัย
ปัญหาราคามันสำปะหลังตกต่ำ คือปัญหาของพี่น้องเกษตรกรชาวอีสาน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ยากจนที่สุดในสังคมไทย พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรครัฐบาลในปัจจุบัน ได้รับการสนับสนุนชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงจากภาคอีสานอย่างท่วมท้น แต่นโยบายและแนวทางปฏิบัติของรัฐบาลที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรภาคอีสาน ไม่มีอะไรที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลของพรรคเพื่อไทยที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรภาคอีสานจะทำอย่างไร
กรณีราคามันสำปะหลังตกต่ำที่ส่งสัญญาณมาตั้งแต่ปลายปี 2554 มาจนถึงปัจจุบัน ที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่พี่น้องเกษตรกรชาวอีสาน โดยมีแนวทางการแก้ไขที่ล่าช้าจนไม่ทันการณ์ คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นความเป็นจริงของมุมมองพรรคเพื่อไทยที่มีต่อคนระดับรากหญ้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ







