
ธนินท์หวั่นน้ำ-การเมือง
เป็นปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทยปีนี้ เตือนแก้ไม่ได้ทุนย้ายซบอินโดฯ
เป็นปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทยปีนี้ เตือนแก้ไม่ได้ทุนย้ายซบอินโดฯ
บิ๊กซีพี “ธนินท์” ห่วง 2 ปัจจัยเสี่ยงปีนี้ เรื่องน้ำท่วมกับการเมือง เตือน ถ้ารัฐบาลจัดการไม่ได้ นักลงทุนหนีไทยไปซบอินโดฯ
นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กล่าวว่า ปัจจัยที่น่าเป็นห่วงปีนี้ ในมุมธุรกิจที่มองนั้น อยู่ที่เรื่องน้ำท่วมที่ยังน่าเป็นห่วง และรัฐบาลควรให้ความสำคัญต่อการลงทุนสร้างชลประทาน เพื่อการบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“รวมทั้งยังมีความกังวลในเรื่องการเมืองบางส่วน เพราะตอนนี้คือนักลงทุนต่างชาติยังคงเลือกที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นลำดับต้นๆ แต่ถ้าหากการเมืองยังวุ่นวาย ไทยก็จะเสียเปรียบ เพราะนักลงทุนต่างชาติจะเลือกไปลงทุนในประเทศอินโดนีเซียเป็นที่แรก และไทยจะเป็นลำดับที่ 2 รองลงมา ในขณะที่ไทยนั้นมีความพร้อม มีสถานที่ท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตหรือเขาใหญ่ และที่สำคัญคนไทยมีอัธยาศัยไมตรีเป็นเอกลักษณ์ ที่ทำให้ซีอีโอของบริษัทต่างๆ และนักลงทุนทั่วโลกชอบเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นประเทศญี่ปุ่น สหรัฐ และจีน” นายธนินท์ กล่าว
ขณะนโยบายของกลุ่มซีพีในปีนี้ นายธนินท์ต้องการผลักดันนโยบายค้าปลีก โดยใช้กลยุทธ์ผ่านตู้เย็นชุมชน เนื่องจากประเทศไทยมีร้านขายของชำหรือโชห่วยประมาณ 6 แสนร้าน ในส่วนของร้านสะดวกซื้อเซเว่น-อีเลฟเว่นในเครือซีพีมีอยู่กว่า 6,000 สาขา
สำหรับนโยบายตู้เย็นชุมชนนั้น จะสร้างการรับรู้ผ่านแบรนด์ซีพีเฟรชมาร์ท ใช้รูปแบบของการทำตู้เย็น โดยภายในจะมีผลิตภัณฑ์ของซีพี แล้วนำไปฝากขายในร้านค้าชุมชนต่างๆ ซึ่งร้านค้าเหล่านี้จะลงทุนเพียงมีหน้าที่ดูแลตู้เย็นและจ่ายค่าไฟฟ้า นอกจากเมืองไทยแล้วทางซีพีจะขยายแนวคิดดังกล่าวไปยังประเทศอื่นๆ ในแถบอาเซียน ซึ่งการเข้าร่วมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 นั้นคิดว่าประเทศไทยมีความพร้อม เพราะนักลงทุนไทยมีความสามารถ แต่รัฐบาลไทยไม่ได้ช่วยเหลือหรือส่งเสริมภาคธุรกิจเหมือนประเทศอื่นๆ ต้องเข้าใจว่าหากนักธุรกิจไทยค้าขายได้มากเท่าไหร่ก็จะเกิดกำไร และรัฐบาลก็จะมีรายได้จากภาษีเพิ่ม สามารถนำส่วนนี้ไปเพิ่มเงินเดือนให้กับข้าราชการ การจับจ่ายใช้สอยก็จะเกิดขึ้น เศรษฐกิจจะเติบโตทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน
นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟมีการลงทุนในประเทศต่างๆ และให้ความสำคัญกับการลงทุนในประเทศที่กำลังพัฒนา เนื่องจากประเทศเหล่านั้นเศรษฐกิจขยายตัวดี การบริโภคเพิ่มมาก ซึ่งการลงทุนในต่างประเทศเป็นปัจจัยหลักช่วยให้รายได้ 10 ปีที่ผ่านมาของซีพีเอฟโตได้มากถึงเฉลี่ยปีละ 12%







