
ธีระชัยแฉรัฐบาลมั่วหนี้สาธารณะ
เปิดหน้าชกกิตติรัตน์ผ่านเฟซบุ๊ก หวั่นพรก.4ฉบับขัดรัฐธรรมนูญ
เปิดหน้าชกกิตติรัตน์ผ่านเฟซบุ๊ก หวั่นพรก.4ฉบับขัดรัฐธรรมนูญ
“ธีระชัย” อดีตขุนคลัง แฉ “กิตติรัตน์” โมเมตัวเลขหนี้สาธารณะผ่านเฟซบุ๊ก ดันออก พ.ร.ก. 4 ฉบับว่าหนี้สูงที่แท้แค่ 9.33%
เมื่อวันที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมา นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง ยังคงโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thirachai Phuvanatnaranubala ซึ่งเนื้อความได้ตั้งคำถามถึงเรื่อง “อัตราส่วนภาระหนี้ต่องบประมาณที่ถูกต้องคือเท่าใด” โดยนายธีระชัย ระบุว่า ก่อนหน้าที่จะพ้นตำแหน่งเพียงหนึ่งวัน เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการคลังได้นำข้อมูลจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะมาแจ้งให้ตัวเองทราบว่า ในปีงบประมาณ 2555 นั้น อัตราส่วนหนี้สาธารณะต่องบประมาณมีเพียง 9.33% มิใช่ 12% ดังที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ชี้แจงต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.)
อัตราส่วนดังกล่าวเกิดจากการชำระหนี้เงินต้น 1.97% และจากการชำระดอกเบี้ย 7.36% รวมเป็น 9.33% และเป็นการคำนวณจากตัวเลขที่เป็นทางการในกฎหมายงบประมาณที่เพิ่งผ่านสภาไปเร็วๆ นี้
นายธีระชัย ได้แสดงความกังวลว่า การที่รัฐบาลได้เสนอหลักการและเหตุผลสำหรับพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อกู้เงินทั้ง 4 ฉบับ ในลักษณะที่เป็นเรื่องเดียวกันที่ผูกโยงไว้ด้วยกัน โดยใช้ข้อความเดียวกันทุกประการทั้ง 4 ฉบับ หากมีการตีความว่าฉบับใดฉบับหนึ่งไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้ พ.ร.ก.ทั้ง 4 ฉบับติดขัดไปด้วยพร้อมกัน
“ผมคิดว่าเรื่องนี้น่าเป็นเรื่องด่วนที่สำคัญที่สุดสำหรับท่านรัฐมนตรีคลังคนใหม่ครับ” นายธีระชัย ระบุ
นายธีระชัย ได้ชี้แจงต่อไปว่า ตัวเองมีปัญหาเกี่ยวกับตัวเลขอัตราส่วนภาระหนี้ต่องบประมาณ ซึ่งทำให้ตัวเองอึดอัดมากและต้องขอระบายความในใจไว้ ณ ที่นี้ เนื่องจากในการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2555 ซึ่งนายกิตติรัตน์ได้เสนอร่าง พ.ร.ก 4 ฉบับต่อ ครม.เป็นครั้งแรก และต่อมาวันที่ 10 ม.ค. 2555 เลขาธิการกฤษฎีกาได้เสนอร่าง พ.ร.ก.ที่แก้ไขปรับปรุงนั้น นายกิตติรัตน์ ได้แจ้งว่า จำเป็นต้องออกกฎหมายดังกล่าวในรูปแบบ พ.ร.ก.แทนที่จะเป็น พ.ร.บ. เพราะมีเหตุที่เร่งด่วน เหตุผลที่ชี้แจงข้อหนึ่งก็คือ หากไม่ดำเนินการโดยเร่งด่วน จะเกิดปัญหาขึ้นแก่อัตราส่วนภาระหนี้ต่องบประมาณ
สำหรับภาระหนี้ต่องบประมาณนั้น คือ อัตราส่วนเงินที่ชำระหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นในปีงบประมาณแต่ละปี ซึ่งไม่ควรจะเกิน 15% ของงบประมาณ ซึ่งกรอบนี้เรียกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลัง
นายกิตติรัตน์ ได้ชี้แจงกับ ครม.ว่า ขณะนี้อัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 12% จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขปัญหาหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ เพื่อมิให้ภาระดอกเบี้ยหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ เป็นภาระแก่งบประมาณต่อไป ไม่มีช่องว่างพอเพียงที่รัฐบาลจะกู้ยืมเพิ่มเติมเพื่อใช้บริหารจัดการน้ำ
“ผมได้ทราบภายหลังว่ารองนายกฯ กิตติรัตน์ได้ข้อมูลนี้จาก สศช. ซึ่งเจ้าหน้าที่ สศช.ได้คำนวณโดยใช้ตัวเลขจากประมาณการเศรษฐกิจ และในการประชุม ครม.ทั้งสองครั้ง เลขาธิการ สศช.ซึ่งนั่งอยู่ในห้องประชุมด้วย ก็มิได้แก้ไขข้อมูลนี้เป็นอย่างอื่น” นายธีระชัย ระบุ
นายธีระชัย ยังระบุอีกว่า ตัวของผมเองก็ได้ใช้ตัวเลข 12% ดังกล่าวในการอธิบายต่อสื่อมวลชนหลายแห่ง หลักฐานอยู่ในเฟซบุ๊กของผมนี้
“ผมเองต้องยอมรับว่า ตกใจมาก เพราะทำให้เหตุผลความจำเป็นเร่งด่วนในการที่ต้องออกกฎหมายในรูปแบบ พ.ร.ก.เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง” นายธีระชัย ระบุ
นายธีระชัยจึงเสนอให้นายกิตติรัตน์ผ่านเฟซบุ๊กหน้านี้ เนื่องจากต่อไปนี้ท่านจะกำกับดูแลทั้ง สศช.และสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะแล้ว จึงควรจะให้มีการศึกษาเปรียบเทียบตัวเลขและวิธีการเก็บข้อมูล รวมถึงวิธีคำนวณของทั้งสองหน่วยงาน เพื่อให้ปรากฏตัวเลขที่ถูกต้อง ปฏิบัติให้เป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ







