posttoday
แบงก์เปิดศึกหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ

แบงก์เปิดศึกหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ

22 มกราคม 2555

สัปดาห์นี้ยังต้องติดตามปมสำคัญที่ยังแก้ไม่ตก คือเรื่องการเก็บค่าธรรมเนียมเงินฝากจากธนาคารพาณิชย์

สัปดาห์นี้ยังต้องติดตามปมสำคัญที่ยังแก้ไม่ตก คือเรื่องการเก็บค่าธรรมเนียมเงินฝากจากธนาคารพาณิชย์

รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการปรับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง ได้โยกจาก รมว.พาณิชย์ มาเป็น รมว.คลัง ควบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี คุมภาพรวมเศรษฐกิจให้รัฐบาลปู 2 เต็มตัว

ขณะที่ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ต้องพ้นจากตำแหน่ง รมว.คลัง หลังจากทำงานในตำแหน่งได้ 4 เดือน โดยเจ้าตัวทิ้งวลีเด็ด|อำลาข้าราชการว่า ตำแหน่ง รมว.คลัง พ้นไปได้ ก็กลับมาใหม่ได้

แบงก์เปิดศึกหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ

แต่ที่เป็นประเด็นร้อนมากที่สุดในสัปดาห์ที่ผ่านมา หนีไม่พ้นการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) โอนหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินจำนวน 1.14 ล้านล้านบาท ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รับผิดชอบจ่ายภาระดอกเบี้ยและเงินต้น

ปมสำคัญที่ยังแก้ไม่ตก คือเรื่องการเก็บค่าธรรมเนียมเงินฝากจากธนาคารพาณิชย์ว่า จะเก็บอัตราเท่าไรถึงจะมีความเหมาะสม ไม่กระทบกับฐานะของธนาคาร ที่สำคัญธนาคารพาณิชย์ต้องไม่ผลักภาระดังกล่าวไปให้ประชาชน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทำท่าจะบานปลาย เมื่อสมาคมธนาคารไทยออกแถลงการณ์ว่า ไม่เห็นด้วยที่ ธปท.จะเรียกเก็บเงินเพิ่มจากเดิมที่เก็บอยู่แล้ว 0.4% ของเงินฝาก แต่ยกเว้นสถาบันการเงินของรัฐ เพราะถือว่าไม่เป็นธรรมกับธนาคารพาณิชย์ที่ต้องมารับผิดชอบหนี้มหึมานี้เพียงผู้เดียว จึงเป็นเรื่องที่รับไม่ได้

นอกจากนี้ ยังเห็นว่าการเก็บเงินเพิ่มจะทำให้ธนาคารพาณิชย์แข่งขันกับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ โดยเฉพาะธนาคารออมสินไม่ได้ เพราะไม่ถูกเรียกเก็บเงินไปใช้หนี้ ไม่ต้องแบกต้นทุนเพิ่ม ทำให้กำหนดดอกเบี้ยเงินฝากได้สูง ขณะที่การให้สินเชื่อก็กดให้ต่ำได้ ถือว่าไม่เป็นธรรมในการแข่งขันที่เป็นตลาดเสรี

ขณะที่ กิตติรัตน์ ต้องออกมาสยบข่าวว่า ได้มีการหารือกับ ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ประธานสมาคมธนาคารไทย ซึ่งทางธนาคารพาณิชย์พร้อมให้ความร่วมมือ

อย่างไรก็ตาม รมว.คลัง ก็อดระเบิดอารมณ์ใส่ ธปท.ไม่ได้ ที่ออกมาบอกว่า ยังไม่เห็นร่าง พ.ร.ก. ทำให้ยังสรุปอัตราการเก็บเงินจากธนาคารพาณิชย์ไม่ได้ว่า ธปท.ไม่ถือศีล 5 เพราะไม่ยอมพูดความจริง

ประเด็นการเก็บเงินธนาคารพาณิชย์ คาดว่าจะเป็นประเด็นร้อนของแวดวงตลาดเงิน ตลาดทุน และการบริหารเศรษฐกิจของประเทศไปอีกนาน เพราะการออกแถลงการณ์ของสมาคมธนาคารไทยที่ผ่านมา เป็นการเปิดหน้าสู้ ชนิดตาต่อตา ฟันต่อฟัน เลยทีเดียว

ในรอบสัปดาห์ ยังมีเรื่องร้อนการขายหุ้น บริษัท ปตท. และบริษัท การบินไทย ที่คลังถืออยู่ให้กองทุนวายุภักษ์ โดยรัฐบาลอ้างว่าเพื่อเป็นการลดหนี้สาธารณะ เพราะเมื่อขายหุ้นแล้ว บริษัททั้งสองแห่งไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ หนี้ของบริษัทจะไม่ถูกนับเป็นหนี้สาธารณะอีกต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีการเห็นชอบแนวทางต่ออายุกองทุนวายุภักษ์ที่จะหมดอายุในอีก 2 ปีข้างหน้า โดยทำเป็นกองทุนเปิด นำกองทุนเข้าตลาดหลักทรัพย์
ซึ่งทั้งการขายหุ้นและการต่ออายุวายุภักษ์ ถูกมองว่ารัฐบาลต้องการขายหุ้นบริษัทดังกล่าวให้กับนักลงทุนในตลาด มากกว่าต้องการลดหนี้สาธารณะ
โดย กรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง ออกมาแสดงความเป็นห่วงว่า การโอนกิจการพลังงานไปไว้มือเอกชนโดยหวังผลกำไรเป็นที่ตั้ง สุดท้ายจะทำให้ประชาชนเดือดร้อน

ด้านอดีต รมว.คลัง ธีระชัย ก็ออกมาแสดงความเห็นเผ็ดร้อนไม่เห็นด้วย โดยมองว่าเป็นการซุกหนี้ จะทำให้ประเทศวิกฤตเหมือนประเทศกรีซในยุโรป
อย่างไรก็ตาม กิตติรัตน์ ออกมายืนยันว่า เรื่องการลดสัดส่วนหุ้นรัฐวิสาหกิจลดหนี้ เป็นนโยบายที่จะดำเนินการภายในปีนี้

สัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารโลกได้ออกมาเตือนกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย ให้เร่งมือเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ ที่คาดว่าจะรุนแรงกว่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2552

โดยธนาคารโลกได้ปรับประมาณเศรษฐกิจโลกจาก 3.6% ต่อปี เหลือ 2.5% ต่อปี เศรษฐกิจยุโรปที่เป็นต้นต่อของวิกฤตรอบใหม่จาก 1.8% ต่อปี เหลือ 0.3% ต่อปี

สำหรับเศรษฐกิจไทย ธนาคารโลกประมาณการว่า จะโต 4.2% ต่อปี และในปี 2556 จะโต 4.9% ต่อปี

ซึ่งทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ออกมายอมรับว่า เศรษฐกิจยุโรปส่งผลกับการส่งออกของไทยและการไหลเข้าของเงินทุน ทำให้ค่าเงินผันผวน โดยประมาณการว่าจะโต 5% ต่อปี

ส่วนตลาดหุ้นในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีเคลื่อนไหวช่วงแคบๆ แต่ยังเหนือ 1,050 จุด วันศุกร์ปิดที่ 1,058.66 จุด เพิ่มขึ้น 13.85 จุด หรือ 1.32% เทียบกับวันศุกร์ที่ 13 ม.ค. ซึ่งปิดที่ 1,044.81 จุด

สถานการณ์ความเคลื่อนไหวของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในรอบสัปดาห์ บจ.แจกข่าวดี อาทิ การประกาศขายหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่นส์ (INTUCH) ของเทมาเซก ล็อตที่ 2 จำนวน 200 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 40.40 บาท มูลค่า 8,080 ล้านบาท เป็นการเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขายหุ้นมากขึ้น และสร้างบรรยากาศให้หุ้น INTUCH บนกระดานมีการซื้อขายคึกคักขึ้น ปิดที่ 46 บาท เพิ่มขึ้น 2 บาท

ขณะเดียวกัน บริษัท บ้านปู (BANPU) ประกาศปันผลระหว่างกาล 3 บาท และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ซื้อบริษัท CPP ซึ่งจดทะเบียนในฮ่องกง

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน