
ลงทุนทางเลือก..ช่องทางหนึ่งของผู้ลงทุน
นักลงทุนไทยขณะนี้ถือว่าโชคดี เพราะมีหลากหลายช่องทางลงทุนให้เลือกมากขึ้นนอกเหนือจากหุ้น
นักลงทุนไทยขณะนี้ถือว่าโชคดี เพราะมีหลากหลายช่องทางลงทุนให้เลือกมากขึ้นนอกเหนือจากหุ้น
ไม่ว่าจะเป็น ทองคำ น้ำมัน อสังหาริมทรัพย์ พลังงานทางเลือก เครื่องมืออนุพันธ์ แต่สิ่งสำคัญคือต้องรู้และเข้าใจในตัวผลิตภัณฑ์นั้นๆ ก่อนจะเข้าไปคลุกวงใน
ทองไม่รู้ร้อน
“ฐิภา นววัฒนทรัพย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส กล่าวว่า ราคาทองคำในปี 2554 ถือว่าไม่ธรรมดา เริ่มต้นปีที่ระดับ 1,400 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ และขึ้นทำสถิติสูงสุดในเดือน ก.ย. 2554 ที่ระดับ 1,920 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เพิ่มขึ้น 35% แต่ 3 เดือนหลังจากนั้นราคาลดลงโดยตลอดจนสิ้นปี 2554 มาจบที่ 1,600 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ อัตราผลตอบแทนเหลือ 9%
ในปี 2555 ประเมินว่าทิศทางคงจะไม่ต่างจากปีที่ผ่านมา โอกาสเหวี่ยงตัวของราคาทองคำยังมีอยู่สูง หากเป็นนักลงทุนที่ติดตามภาวะตลาดอยู่เสมอ อาจสามารถรับรู้ผลตอบแทนในระดับที่สูงกว่านักลงทุนที่ซื้อต้นปีแล้วค่อยขายในช่วงปลายปี ทั้งนี้ คาดว่าราคาทองคำในปีนี้มีโอกาสถึง 1,920-2,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์
สำหรับปัจจัยที่จะมีผลต่อราคาทองคำในปีนี้ และนักลงทุนควรติดตามคือ ปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก สถานการณ์วิกฤตหนี้ในยุโรปจะคลี่คลายไปอย่างไร รวมถึงสถานการณ์ในอิหร่าน และปัจจัยสำคัญคือ เรื่องของค่าเงินบาท มีทิศทางอ่อนค่าหรือจะแข็งค่า เพราะมีผลต่อต้นทุนในฐานะไทยเป็นผู้นำเข้าทองคำ ดังนั้น บาทอ่อนมากเท่าไหร่จะส่งผลให้ราคาทองคำในประเทศแพงขึ้น
“ฐิภา” กล่าวว่า ทองคำนับเป็นสินทรัพย์การลงทุน ไม่เป็นมิตรกับสินทรัพย์ใดอย่างแน่นอน เพราะบางคราก็ตามค่าเงินยูโร บางครั้งตามราคาน้ำมัน เรียกได้ว่าไม่แน่นอน และประเมินว่าทองคำน่าจะขึ้นได้ 10-15% ดังนั้น สำหรับนักลงทุนไม่ว่าจะลงทุนได้ในระยะกลาง ระยะยาว ให้รอจังหวะค่อยเข้าซื้อขาย เห็นว่าปี 2555 เหมาะกับการเข้าลงทุนเป็นรอบๆ ซึ่งอาจสร้างกำไรเป็นกอบเป็นกำหลัก 80-100% ได้
พลังงานทางเลือก
พลังงานทางเลือกธุรกิจเพิ่งเกิดใหม่ในเมืองไทยไม่กี่ปีมานี้ และมีทีท่าว่าจะฮิตติดลมบน ดังนั้น คนที่เข้าถึงหรือลงทุนในธุรกิจนี้ก่อนน่าจะได้เปรียบ พลังงานทางเลือกมีให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์ จากลม หรือพลังงานจากชีวมวลต่างๆ
“วันดี กุญชรยาคง” ในฐานะประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี (SPCG) ผู้พัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ เริ่มต้นเล่าให้ฟังที่มาของ SPCG เป็นผลจากการควบรวมระหว่างโซลาร์พาวเวอร์ และบริษัท สตีล อินเตอร์เทค (STEEL) ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ส่งผลให้มีทุนจดทะเบียน 500 ล้านบาท
บริษัทจึงมุ่งเข้าสู่พลังงานแสงอาทิตย์ ทำโซลาร์ฟาร์มผลิตกระแสไฟฟ้า และได้เซ็นสัญญาขายไฟให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคทั้ง 34 โครงการ ใน 9 จังหวัดกระจายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะอุปสรรคสำคัญของโซลาร์ฟาร์มคือ แสงอาทิตย์ ดังนั้น ทำเลที่ตั้งต้องเลือกพื้นที่สูง และบริษัทยังถมดินให้สูงขึ้นไปอีก
ธุรกิจนี้ลงทุนครั้งแรกเพียงครั้งเดียว ดังนั้น ความเหนื่อยจึงอยู่ที่การหาทุนเข้ามาลงทุนในโครงการแรกเริ่ม เพราะมีต้นทุนก่อสร้าง 600-700 ล้านบาทต่อ 1 โครงการ และผลิตไฟได้ 67 เมกะวัตต์ต่อโครงการ โชคดีที่ได้รับการสนับสนุนการเงินจากธนาคารกสิกรไทย
นอกจากนี้ ต้องยกความดีให้กับ “วันดี” เอง เมื่อรู้ว่าธนาคารโลกต้องการสนับสนุนพลังงานสะอาด จึงบินตรงไปยังฮ่องกงซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานของธนาคารโลก นำเสนอแผนจนคว้า IFC ซึ่งเป็นองค์กรภายใต้ธนาคารโลกเข้ามาถือหุ้น พร้อมกับให้เงินกู้อัตราดอกเบี้ยถูกระยะยาว โครงการผลิตโซลาร์ฟาร์มจึงได้กำเนิดขึ้น ซึ่งตามแผน SPCG กำหนดไว้ว่าจะพัฒนา 34 โครงการได้ครบภายในปี 2556
“เมื่อ SPCG พัฒนาได้ครบทั้ง 34 โครงการ จะทำให้เราเป็นผู้นำพลังไฟฟ้าหมุนเวียน โดยโครงการที่ 1 ตั้งอยู่ที่ จ.นครราชสีมา เริ่มขายไฟได้ในปี 2553 และขณะนี้เริ่มทยอยรับรู้จากการขายไฟเต็มที่ ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่าธุรกิจนี้จะลงทุนครั้งแรก หลังจากนั้นคอยเก็บเกี่ยวอย่างเดียว โดยมีอีบิตดา 8085% ต่อโครงการ” ประธานกรรมการ SPCG กล่าว
ทั้งนี้ รัฐบาลให้การสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน ดังนั้น SPCG จึงได้รับค่าสนับสนุนส่วนเพิ่มจากการขายไฟ (แอดเดอร์) 8 บาท เป็นเวลา 10 ปี เมื่อรวมกับค่าไฟฐานและค่าพลังงานผันแปร (เอฟที) มีรายได้จากการขายไฟประมาณ 11.39 บาทต่อหน่วย
“วันดี” กล่าวว่า ลักษณะของธุรกิจโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์จะมีค่าใช้จ่ายหนักเพียงครั้งแรก หลังจากนั้นเป็นค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเท่านั้น ดังนั้น เจ้าของโครงการแบบ SPCG จึงใช้เวลาเพียง 10 ปี สามารถคืนเงินกู้และส่วนของผู้ถือหุ้น แต่ในส่วนของแผงโซลาร์มีอายุการใช้งานได้ถึง 50 ปี
อสังหาริมทรัพย์
แม้แต่ผู้จัดการกองทุนชั้นเซียนอย่าง “ศุภกร สุนทรกิจ” กรรมการผู้จัดการ บลจ.เกียรตินาคิน ยังเชียร์ให้ผู้ลงทุนลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในทางเลือกลงทุนสำหรับปี 2555 นี้ โดยให้น้ำหนักระหว่าง 520% ของพอร์ตการลงทุน ขึ้นอยู่กับลักษณะบุคคล
“ศุภกร” ให้เหตุผลว่า ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยสนใจสินทรัพย์ประเภทอื่นเท่าใดนักนอกจากหุ้น แต่บทเรียนจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ได้สอนว่า ควรจะกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่นบ้าง จึงได้แบ่งเงินเข้าลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์
นอกจากนี้ แนวโน้มดอกเบี้ยขาลง การลงทุนในพันธบัตรควรจะชะลอก่อน โดยเฉพาะกองทุนตราสารหนี้ แต่หากลงทุนในอายุ 35 ปีก่อนยังพอได้ แต่หลังจากนั้น 3-6 เดือน ค่อยมาทบทวนใหม่ รอดูท่าทีของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีนโยบายอย่างไรต่อดอกเบี้ย ซึ่งยังมีความไม่แน่นอน ดังนั้น การลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี
ปัจจุบันกองทุนอสังหาริมทรัพย์ในไทยมีอยู่กว่า 10 กอง ส่วนจะเลือกกองประเภทไหนนั้น ขึ้นอยู่กับผู้ลงทุนเองว่า ชอบทรัพย์ประเภทไหน ซึ่งพอจะจำแนกออกเป็น โรงแรม สนามบิน อาคารสำนักงาน และศูนย์การค้า
“ให้ผู้ลงทุนเลือกประเภทของทรัพย์ก่อนว่าชอบอะไร หลังจากนั้นค่อยไปสอบถามบรรดาบริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน ว่าแต่ละกองแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งส่วนใหญ่จะให้อัตราเงินปันผล 67% แน่ๆ แต่ถ้าเป็นกองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภทสิทธิการเช่า อายุ 25 ปี หากลงทุนด้วยเงินต้น 1 แสนบาท เมื่อครบกำหนดเงินต้นจะหายไป เพราะจะรวมออกมาในปันผล” กรรมการผู้จัดการ บลจ.เกียรตินาคิน กล่าว
“อภิชาติ จูตระกูล” ประธานอำนวยการ บริษัท แสนสิริ (SIRI) ในฐานะผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศ ให้ข้อมูลเสริมว่า ปีนี้ประเมินว่าภาพรวมอสังหาริมทรัพย์น่าจะมีการเติบโตใกล้เคียงกับการขยายตัวของเศรษฐกิจ เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
อย่างไรก็ตาม มองว่าการซื้ออสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียมเพื่อการลงทุนนั้น ควรรองรับการลงทุนระยะยาวจะดีกว่าเก็งกำไรใบจองซื้อ เพราะในฐานะผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์พัฒนาคอนโดมิเนียมจากราคา 3 หมื่นบาทต่อ ตร.ม. เมื่อ 20 ปีก่อน ขณะนี้ขึ้นมาอยู่ที่ 3 แสนบาทต่อ ตร.ม. ส่วนหลักการเลือกซื้อคอนโดมิเนียมควรพิจารณาจากผลประกอบการ ผู้บริหาร และทำเลเป็นหลัก







