posttoday
วิกตฤเสรษฐกิจ สู่..วิกตฤการเมืองยุโรปทางออก..หรือ..ทางตัน

วิกตฤเสรษฐกิจ สู่..วิกตฤการเมืองยุโรปทางออก..หรือ..ทางตัน

19 มกราคม 2555

ปัญหาหนี้สาธารณะในกลุ่มประเทศ GIIPS ในสหภาพยุโรป อันได้แก่ กรีซ ไอร์แลนด์ อิตาลี โปรตุเกส และสเปน

ปัญหาหนี้สาธารณะในกลุ่มประเทศ GIIPS ในสหภาพยุโรป อันได้แก่ กรีซ ไอร์แลนด์ อิตาลี โปรตุเกส และสเปน

โดย...ส่วนการวิเคราะห์เสถียรภาพเศรษฐกิจสำนักนโยบายเศรษฐกิจ

มหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)

ปัญหาหนี้สาธารณะในกลุ่มประเทศ GIIPS ในสหภาพยุโรป อันได้แก่ กรีซ ไอร์แลนด์ อิตาลี โปรตุเกส และสเปน ได้บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อสภาพเศรษฐกิจยุโรปและค่าเงินยูโรมากว่า 2 ปี และขยายวงกลายเป็นปัญหาการเมือง

วิกฤตเศรษฐกิจของกรีซและอิตาลี ทำให้สหภาพยุโรปต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือด้วยเงื่อนไขที่ว่า ทั้งสองประเทศต้องลดการขาดดุลงบประมาณที่อาจทำให้ระดับหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น สร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ และนำไปสู่ปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง จนทำให้ ปาปันดรู นายกรัฐมนตรีกรีซ และแบร์ลุสโคนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี ต้องตัดสินใจลาออกในเวลาต่อมา หลังจากที่นายกรัฐมนตรีไอร์แลนด์ โปรตุเกส และสเปนต้องพ่ายแพ้การเลือกตั้งและออกจากตำแหน่งก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม ระดับหนี้สาธารณะของประเทศดังกล่าวที่อยู่ในระดับเกินกว่า 100% ของ GDP ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่มีแนวโน้มจะฟื้นตัว ทำให้คาดว่าการแก้ไขปัญหาโดยการลดงบประมาณรายจ่ายแต่เพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะได้

ที่ผ่านมาสหภาพยุโรปเน้นการแก้ไขปัญหาการขาดสภาพคล่อง ผ่านการอัดฉีดสภาพคล่องของธนาคารกลางยุโรป และการช่วยเหลือทางการเงินผ่านกองทุน European Financial Stability Facility (EFSF) โดยมิได้แก้ไขปัญหาภาคเศรษฐกิจจริงที่มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอย

ภาระการคลังของประเทศในกลุ่ม GIIPS IMF ประมาณการว่าในช่วงปี 2554–2556 ประเทศในกลุ่ม GIIPS จะมีความจำเป็นต้องกู้ยืมเพิ่มเติม เพื่อรองรับหนี้ครบกำหนดชำระและการขาดดุลงบประมาณประจำปีสูงประมาณ 20% ของ GDP โดยในปี 2555 ประเทศอิตาลีมีภาระหนี้ที่ต้องกู้ยืมสูงที่สุดในกลุ่ม GIIPS ที่ 23.5% ของ GDP หรือประมาณ 364 ล้านยูโร แม้ว่ารัฐบาลจะมีแผนขาดดุลการคลังต่ำที่สุดในกลุ่มเพียง 2.4% ของ GDP ก็ตาม ทำให้หลายฝ่ายมีความกังวลว่าเศรษฐกิจอิตาลี ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ที่กว่าร้อยละ 17 ของเศรษฐกิจกลุ่มประเทศยูโรโซน อาจต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจอีกครั้งหนึ่ง

สรุปและอนาคตของประเทศกลุ่ม GIIPS ในสหภาพยุโรป ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะของสหภาพยุโรป มุ่งเน้นแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยมิได้มีการแก้ไขปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่จะช่วยให้ประเทศในกลุ่ม GIIPS ฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน ส่งผลให้การเมืองของประเทศในกลุ่ม GIIPS เริ่มมีปัญหาด้านเสถียรภาพ จากปัญหาหนี้สาธารณะที่เรื้อรังมาหลายปีประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจสหภาพยุโรปที่เริ่มถดถอย จนทำให้นายกรัฐมนตรีกรีซและอิตาลีต้องประกาศลาออก เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ทั้งนี้ วิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปที่ปัจจุบันได้ลุกลามกลายเป็นวิกฤตภาคการเมืองในหลายประเทศ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเสถียรภาพของค่าเงินยูโรและสหภาพยุโรปโดยรวมนั้น ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนอย่างเป็นรูปธรรม

1.เร่งจัดตั้งกลไกเพื่อเสริมสภาพคล่องแก่สถาบันการเงินและประเทศที่ประสบปัญหา จากการที่ในปี 2555 ประเทศอิตาลีและสเปน ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 3 และ 4 ของกลุ่มประเทศยูโรโซน จะมีพันธบัตรที่ครบกำหนดไถ่ถอนกว่า 570 พันล้านยูโร โดยกว่า 170 พันล้านยูโร จะครบกำหนดในไตรมาสแรกของปี 2555 นั้น สหภาพยุโรปควรเร่งจัดตั้งกองทุนถาวร European Stability Mechanism (ESM) ให้สามารถเริ่มให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศที่ประสบปัญหาโดยเร่งด่วน (จากเดิมที่กำหนดว่าจะจัดตั้งในกลางปี 2555) เพื่อเสริมวงเงินความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากกองทุน EFSF ซึ่งปัจจุบันสามารถให้ความช่วยเหลือทางการเงินร่วมกับ IMF ได้เพียง 750 พันล้านยูโร

รวมทั้งการเร่งดำเนินการจัดตั้งกองทุนร่วมเพื่อการลงทุน (CoInvestment Funds : CIF) เพื่อ (1) เข้าซื้อพันธบัตรของรัฐบาลของประเทศสมาชิกในตลาดหลัก (Primary Market) และ (2) เพิ่มทุนให้แก่ธนาคารในยุโรป (Bank Recapitalization) หากจำเป็น ซึ่งหากมีการจัดสรรวงเงินที่เพียงพอ จะช่วยลดความเสี่ยงของทั้งสองประเทศในการต่ออายุหนี้) ขณะเดียวกันก็ช่วยลดต้นทุนและภาระของรัฐบาลลง

2.เร่งกำหนดแนวทางการสร้างเสถียรภาพแก่เศรษฐกิจยุโรปและค่าเงินยูโรอย่างเป็นรูปธรรม แม้ว่าในปัจจุบันการตัดลดงบประมาณรายจ่ายในประเทศที่มีหนี้สาธารณะในระดับสูง เช่น กรีซ และอิตาลี จะนำมาสู่การประท้วงของประชาชนภายในประเทศ แต่การจะสร้างเสถียรภาพแก่เศรษฐกิจยุโรปและค่าเงินยูโรอย่างเป็นรูปธรรมนั้น จำเป็นต้องมีการผลักดันให้เกิดการปรับกฎระเบียบ ข้อบังคับภายใต้สนธิสัญญาการก่อตั้งสหภาพยุโรป (EU Treaty) เพื่อให้วินัยทางการคลังของประเทศสมาชิกเป็นไปตามข้อตกลงของสหภาพยุโรป (Stability and Growth Pact) ที่กำหนดให้ประเทศสมาชิกมีการขาดดุลการคลังไม่เกิน 3% ของ GDP และหนี้สาธารณะไม่เกิน 60% ของ GDP อย่างเคร่งครัด ประกอบกับกำหนดขอบเขตการก่อหนี้ของสถาบันการเงินที่เหมาะสม เพื่อป้องกันวิกฤตภาคการเงินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ การคงอยู่ของเงินสกุลยูโรยังขึ้นอยู่กับความจริงจังของประเทศสมาชิกในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ประเทศสมาชิกมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้น โดยการเพิ่มศักยภาพทางการผลิตของประเทศ เพื่อสนับสนุนการส่งออก พร้อมทั้งลดการนำเข้าเพื่อลดการขาดดุลการค้า ซึ่งเป็นแนวทางการสร้างกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

ไม่ว่าทางออกของสหภาพยุโรปในการแก้ปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะจะลงเอยในรูปแบบใดก็ตาม ประเทศอื่นๆ ในโลกรวมถึงไทยควรติดตามอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ โดยเร่งสร้างความแข็งแกร่งของอุปสงค์ภายในประเทศ เพื่อให้การบริโภคและการลงทุนสามารถทำหน้าที่เป็นฉนวนป้องกันความผันผวนในเศรษฐกิจโลกได้ ขณะเดียวกันก็ต้องดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศให้มีความมั่นคงแข็งแรง เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตเช่นที่เกิดขึ้นในสหภาพยุโรป

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน