
จับตาพรก.กู้เงิน4ฉบับ ท่ามกลางความหวั่นไหว
เป็นที่จับตามองจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะนักกฎหมายต่างตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 4 ฉบับ
โดย...ทีมข่าวการเงิน
เป็นที่จับตามองจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะนักกฎหมายต่างตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 4 ฉบับที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 10ม.ค. 2555 และนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายในวันเดียวกัน แต่ยังไม่โปรดเกล้าฯ
ประกอบด้วย 1.ร่าง พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. .... หรือเรียกกันทั่วไปว่า ร่าง พ.ร.ก.แก้ปัญหาหนี้สินกองทุนฟื้นฟูฯ
2.ร่าง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ... หรือร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท 3.ร่าง พ.ร.ก.กองทุนประกันภัย พ.ศ. ... และ 4.ร่าง พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย พ.ศ. ...
“หลัง ครม.อนุมัติร่าง พ.ร.ก.ทั้ง 4 ฉบับแล้ว สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจสอบถ้อยคำ และส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายในวันนั้น” อัชพร จารุจินดา เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ระบุ
สอดคล้องกับแหล่งข่าวจากสำนักเลขาธิการ ครม. ที่ระบุว่า เมื่อ ครม.มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.ก.ทั้ง 4 ฉบับ สำนักเลขาธิการ ครม.ได้ประสานงานกับสำนักราชเลขาธิการ สำนักพระราชวัง และส่งร่าง พ.ร.ก.ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายทันที
นั่นหมายความว่า กฤษฎีกาและเลขาธิการ ครม.ส่งกฎหมาย 4 ฉบับขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายตั้งแต่วันที่ 10 ม.ค. แต่ถึงตอนนี้ผ่านมา 1 สัปดาห์แล้ว แต่ร่าง พ.ร.ก.ทั้ง 4 ฉบับยังไม่มีผลบังคับใช้ แตกต่างจากการทูลเกล้าฯ ถวายร่าง พ.ร.ก.ในอดีต
อย่าว่าแต่ประชาชนที่ไปจะคาใจ แม้แต่นักการเมืองในพรรคเพื่อไทยก็ลุ้นระทึกและหวั่นไหวเอาการ
ความจริงกรณีฝ่ายบริหารมีเหตุจำเป็น เร่งด่วน หรือฉุกเฉิน ฝ่ายบริหาร คือ ครม.สามารถออกกฎหมายในรูปของ พ.ร.ก. และนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เมื่อโปรดเกล้าฯ ก็จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ทันที จากนั้นจะเสนอ พ.ร.ก.ให้ฝ่ายนิติบัญญัติ คือ รัฐสภารับทราบ
ย้อนกลับไปในห้วงเวลาไม่เกิน 10 ปี ฝ่ายบริหารได้ใช้อำนาจพิเศษออก พ.ร.ก.หลายฉบับ มี พ.ร.ก.ที่สำคัญ เช่น พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ที่ ครม.นัดพิเศษให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2548 และทูลเกล้าฯ ถวายในวันเดียวกัน และโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2548 หรือ 1 วันนับแต่ทูลเกล้าฯ ถวาย
เช่นเดียวกับ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการ คลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 ที่ ครม.อภิสิทธิ์ให้ความเห็นชอบแล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และโปรดเกล้าฯ ลงมาวันที่ 13 พ.ค. 2552 ไม่กี่วันหลังทูลเกล้าฯ ถวาย
ประเด็นการทูลเกล้าฯ ถวายร่าง พ.ร.ก.ทั้ง 4 ฉบับแล้ว แต่ยังไม่โปรดเกล้าฯ ได้สร้างความหวั่นใจให้รัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาล เพราะมีผลต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาล โดยเฉพาะความเชื่อมั่นที่มีต่อ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ
แม้กิตติรัตน์โต้โผใหญ่ในการจัดทำและนำเสนอร่าง พ.ร.ก. 4 ฉบับ มั่นใจว่า การเสนอร่าง พ.ร.ก.ครั้งนี้เป็นความจำเป็น เร่งด่วน และฉุกเฉิน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและประชาชนหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ โดยเฉพาะการสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมไม่ให้น้ำท่วมเช่นนี้อีกในปีนี้และอนาคต
“การออก พ.ร.ก.เป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะสร้างความเชื่อมั่นว่า ไทยเอาจริงเอาจังในการลงทุนเพื่อฟื้นฟูและป้องกันน้ำท่วม หากการเยียวยาและฟื้นฟูหลังน้ำท่วมเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งจำเป็น เร่งด่วน และฉุกเฉิน แล้วสถานการณ์แบบไหนที่เรียกว่าจำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉิน” กิตติรัตน์ ย้ำ
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเนื้อหาสาระร่าง พ.ร.ก.ทั้ง 4 ฉบับ สังคมตั้งข้อกังขาความจำเป็นการออกร่าง พ.ร.ก.อยู่ 2 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.ก.แก้ปัญหาหนี้สินกองทุนฟื้นฟูฯ และร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ว่าเร่งด่วนอย่างไร
ความเร่งด่วนนั้นจำกัดวงแคบอยู่เหมือนกันว่า ไม่มีทางอื่นอีกแล้ว ถ้าไม่ทำอันตราย แต่กรณีหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ นั้นเร่งด่วนหรือไม่ การอัดเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นั้นก็มีช่องอื่นและสามารถอัดเงินออกมาในอัตราดอกเบี้ยเดียวกับ ธปท.ได้เสียด้วย
ประเด็นแรก ร่าง พ.ร.ก.แก้ปัญหาหนี้สินกองทุนฟื้นฟูฯ ที่ให้ ธปท.รับภาระในการจัดหาเงินนำส่งให้กองทุนฟื้นฟูฯ และชำระดอกเบี้ยหนี้สินกองทุนฟื้นฟูฯ 6.5 หมื่นล้านบาทต่อปี เพื่อลดภาระงบประมาณของรัฐและนำเงินที่ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยไปลงทุนฟื้นฟูน้ำท่วม ถูกมองว่าใช้สถานการณ์น้ำท่วมล้วงเงินแบงก์ชาติ
แต่ถูกโต้กลับโดยฟากฝั่งรัฐบาลว่า การลดภาระหนี้สินต่องบประมาณ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนใกล้เพดาน 15% มากเกินไป ย้อนกลับมาเป็นข้อจำกัดที่ทำให้รัฐบาลไม่สามารถก่อหนี้ต่องบประมาณเพิ่มขึ้นเพื่อลงทุนระบบป้องกันน้ำท่วมได้ ขณะที่กิตติรัตน์ ย้ำว่า การลงทุนระบบน้ำทำได้ทันที ไม่จำเป็นต้องรอร่าง พ.ร.ก.แก้ปัญหาหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ
ประเด็นต่อมา คือ ความจำเป็นเร่งด่วนของการออกร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ทั้งๆ ที่โครงการลงทุนระบบน้ำเป็นโครงการระยะ 35 ปี และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) แบ่งการลงทุนระบบน้ำเป็น 2 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วนและระยะยาว นำไปสู่การตั้งคำถามว่าจำเป็นและเร่งด่วนหรือไม่
ท้ายที่สุด มีการหารือและสรุปในที่ประชุมกยน.ว่า หากกำหนดโครงการลงทุนระบบน้ำเป็นระยะเร่งด่วนและระยะยาว จะมีผลกระทบต่อการหาเงินมาลงทุนได้ โดยเฉพาะการออกเป็น พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ขณะที่ ครม.เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2554 ได้อนุมัติวงเงิน 1.7 หมื่นล้านบาท เพื่อลงทุนระบบป้องกันน้ำท่วมระยะสั้นไปแล้ว
กยน.จึงเห็นชอบให้รวมแผนระยะเร่งด่วนและระยะยาวเป็น “มาสเตอร์แพลน” ยกเลิกการกำหนดว่าโครงการใดอยู่ในแผนระยะสั้นหรือระยะยาว และกำหนดให้ทุกโครงการเริ่มลงทุน “ทันที” นับแต่วันที่ร่าง พ.ร.ก.มีผลบังคับใช้ จากนั้น ครม.ให้ความเห็นชอบตามความเห็นของ กยน.เพื่อให้สอดคล้องกับการออกเป็นร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน
หากจำกันได้สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ มีการเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วน คือ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน4 แสนล้านบาท และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 (SP2) ที่เสนอเป็นร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินอีก 4 แสนล้านบาท ให้รัฐสภาเห็นชอบ
ทว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวถูกกระแสต่อต้าน รัฐบาลอภิสิทธิ์เลือกทางถอย ยกเลิกไม่เสนอร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท และให้ใช้งบประมาณปกติลงทุนในโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 โดยให้เหตุผลว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวและเศรษฐกิจไทยเดินหน้าตามปกติ ไม่จำเป็นต้องกู้เงินแล้ว
ขณะนี้ทุกสายตาจับจ้องว่าร่าง พ.ร.ก.ทั้ง 4 ฉบับจะโปรดเกล้าฯ ลงมาเมื่อใด ท่ามกลางโผ ครม.ชุดใหม่ที่ทูลเกล้าฯ ถวายไปแล้ว แต่ที่แน่ๆคนในรัฐบาลต่างรู้สึกหวั่นไหวเป็นอย่างยิ่ง







