
ค่ายวัสดุก่อสร้าง ปรับรับวิกฤตโลก
จากเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในประเทศไทย ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักกับภาคอุตสาหกรรมและบ้านเรือน
จากเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในประเทศไทย ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักกับภาคอุตสาหกรรมและบ้านเรือน
ที่อยู่อาศัยเสียหาย ซึ่งวัสดุก่อสร้างนั้นมีส่วนสำคัญอย่างมากกับการฟื้นฟู และปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ประกอบการพยายามผลิตสินค้าที่มีนวัตกรรมมารองรับกับเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะหากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำขึ้นอีก ความรุนแรงอาจจะไม่รุนแรงเท่ากับครั้งที่ผ่านมา
สินค้าพีวีซีมาแรง ทนประหยัด
ธงชัย พิชญ์พิศาล กรรมการฝ่ายการตลาด บริษัท พิชญ์พิศาล ผู้ผลิตงานพีวีซีเพื่อการตกแต่ง กล่าวว่า สินค้าประเภทพีวีซีได้รับความนิยมมากขึ้นหลังจากเกิดภาวะน้ำท่วม ทำให้ผู้บริโภคที่จะฟื้นฟูและซ่อมแซมบ้านนั้นหันมาเลือกใช้สินค้าในรูปแบบดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีความทนทานต่อสภาวะอากาศและมีราคาต่ำกว่าไม้จริงที่นับวันจะหาได้ยาก
ขณะที่ยอดขายในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะเกิดมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ยังมีอัตราการเติบโตถึง 20% เมื่อเทียบปี 2553 บริษัทจึงเชื่อว่าในปี 2555 นี้ยอดขายจะเติบโตได้ถึง 100% หรือมียอดขายไม่ต่ำกว่า 1,600 ล้านบาท จากปีก่อนที่ปิดยอดขาย 800 ล้านบาท เนื่องจากจะมีสินค้าพีวีซีประเภทใหม่ออกมาตอบสนองความต้องการของกลุ่มสถาปนิกและผู้ที่จะนำไปใช้ตกแต่งบ้าน
ปัจจุบันสินค้าประเภทพีวีซีนั้นมีราคาขายอยู่ที่ 1,000 กว่าบาทต่อเมตร อะลูมิเนียมนั้นราคาอยู่ที่ 600-700 บาทต่อเมตร สังกะสีอยู่ที่ 200-300 บาทต่อเมตร ส่วนสเตนเลสนั้นราคาอยู่ที่ 3,000 บาทต่อเมตร จะมีราคาแพงที่สุด
เอสซีจี เน้นนวัตกรรม ขายยกโซลูชัน
กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี กล่าวว่า บริษัทจะเน้นผลิตวัสดุก่อสร้างออกมาในรูปแบบโซลูชันมากขึ้น โดยจะเห็นผ่านการจัดแสดงภายในงานบีโอไอแฟร์ระหว่างวันที่ 5-20 ม.ค. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อให้ง่ายกับการใช้งาน เช่น บ้านเอสซีจี ไฮม์ ทนทานต่อแผ่นดินไหวขนาด 7 ริกเตอร์ หรือ Bunker Cement ปูนซีเมนต์ที่ทนต่อแรงระเบิด แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว และการกัดเซาะของคลื่นน้ำทะเลและลมพายุ รวมไปถึงที่พักชั่วคราวสำหรับผู้ประสบภัยที่ผลิตจากเม็ดพลาสติก เป็นต้น ทั้งนี้วัสดุก่อสร้างประเภทอีโค กรีน ในปี 2554 ที่ผ่านมามีสัดส่วนยอดขายที่ประมาณ 15% ของทั้งหมด และในปี 2555 จะเพิ่มสัดส่วนยอดขายให้มากขึ้น ซึ่งจากการสำรวจพบว่าผู้ซื้อยินดีที่จะใช้ผลิตภัณฑ์อีโค กรีน มากขึ้น
ขณะที่ราคาวัสดุก่อสร้างนั้นทางเอสซีจีจะตรึงราคาวัสดุไว้ อีกทั้งได้ขอความร่วมมือและกำชับไปยังดีลเลอร์ (ผู้แทนจำหน่าย) ให้คงราคาเดิมไว้ก่อน เพื่อช่วยบรรเทาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยยอดขายทั้งปี 2554 อยู่ที่ประมาณ 3.6 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ประมาณ 20% ตั้งเป้าในปี 2555 ยอดขายรวมทั้งปีที่ 4 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากปี 2554 ประมาณ 11-12%
โฮมโป ลุยเฮาส์แบรนด์เพิ่ม
คุณวุฒิ ธรรมพรหมกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ ผู้ดำเนินธุรกิจศูนย์วัสดุก่อสร้างและตกแต่ง กล่าวว่า น้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมาทำให้บ้านเรือนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล นั้นได้รับความเสียหาย 8 แสนครัวเรือน ซึ่งหากจะประเมินค่าในเบื้องต้น ค่าใช้จ่ายต่อหลังจะอยู่ที่ 1 หมื่นบาท มูลค่าการปรับปรุงและซ่อมแซมโดยรวมนั้นจะไม่ต่ำกว่า 8 แสนล้านบาท ขณะที่ความต้องการสินค้าวัสดุก่อสร้างประเภทป้องกันน้ำท่วมนั้นจะยังมีมาก
“หลายฝ่ายคาดว่าปัญหาน้ำท่วมจะเกิดขึ้นได้อีก ทำให้ความต้องการสินค้าเพื่อป้องกันน้ำท่วมมีมากขึ้น บริษัทจึงเตรียมผลิตสินค้าเฮาส์แบรนด์เพื่อป้องกันน้ำท่วมออกมา เพื่อรองรับกับความต้องการที่มากขึ้น” คุณวุฒิ กล่าว
สำหรับสินค้าประเภทเฮาส์แบรนด์ที่เตรียมจะเปิดตัว มีอาทิ เรือพาย ถุงคลุมรถเพื่อป้องกันน้ำท่วม ท่อพีวีซีสำหรับต่อท่อน้ำเสียเพื่อไม่ให้น้ำเสียไหลเข้าสู่ภายในอาคาร รั้ว และยางซิลิโคน เป็นต้น ปัจจุบันสินค้าเฮาส์แบรนด์นั้นที่บริษัทขายอยู่นั้นมีสัดส่วนอยู่ที่ 18% จากยอดรวม และตั้งเป้าว่าอีก 23 ปี สัดส่วนจะเพิ่มขึ้นเป็น 25%
เทรนด์วัสดุก่อสร้างในปีนี้ได้ปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับความต้องการและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ที่นอกจากจะต้องแข็งแรงทนทาน คุ้มราคาแล้วยังต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสวยงามควบคู่กันไปด้วย







