
แอลพี่จีฉุด PTTGC-IRPC
ผลจากการที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.)
ผลจากการที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.)
เก็บเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับก๊าซหุงต้ม หรือ แอลพีจี ที่ใช้ในภาคขนส่งและอุตสาหกรรมปิโตรเคมีตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ขั้นสุดท้ายคือผู้ประกอบการในภาคขนส่งและผู้ใช้ก๊าซแอลพีจีเป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ รวมทั้งผู้ผลิตปิโตรเคมีที่ใช้แอลพีจีเป็นวัตถุดิบในการผลิต
แต่ผลกระทบต่อผู้ผลิตปิโตรเคมียังไม่ชัดเจนนัก ทั้ง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) และบริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) โดยเฉพาะแอลพีจีที่ผลิตใช้เองและใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อเป็นเชื้อเพลิงหรือสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับรัฐบาลเพื่อลดหย่อนการส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในอัตรากิโลกรัมละ 1 บาท ในขณะที่แอลพีจีซึ่งบริษัทซื้อจากข้างนอกเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตปิโตรเคมีต้องมีการจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่อาจมีการเจรจากับลูกค้าขั้นต่อเนื่องให้แบกรับภาระบางส่วน
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ พัฒนสิน วิเคราะห์ว่า IRPC ผลิตแอลพีจีได้ 2.4 แสนตันต่อปี หรือ 2 หมื่นตันต่อเดือน ที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตปิโตรเคมีทั้งหมด
ส่วน PTTGC มีสัญญาขายแอลพีจีให้ บริษัท มาบตาพุด โอเลฟินส์ หรือ MOC บริษัทลูกของ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ประมาณ 3.84 แสนตันต่อเดือน หรือ 3.2 หมื่นตันต่อเดือน ซึ่งหลังสัญญาหมดอายุในเดือน มี.ค. 2555 บริษัทอาจนำเอาแอลพีจีปริมาณดังกล่าวมาใช้ในกระบวนการผลิตปิโตรเคมีเอง หากสามารถลดหย่อนการนำส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันได้ข้างต้น ซึ่งอาจชดเชยกับต้นทุนที่บริษัทต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมัน
สำหรับปริมาณแอลพีจีที่ซื้อจากข้างนอก (จาก บริษัท ปตท. (PTT) เป็นหลัก) เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตปิโตรเคมีที่ 8.429.07 แสนตันต่อปี
บล.แห่งนี้ประเมินผลกระทบจากการจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมันในอัตรา 1 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับปริมาณแอลพีจีที่ใช้ในกระบวนการผลิตภายในบริษัทเอง และที่ซื้อจากข้างนอกประมาณ 235 ล้านบาทต่อปี สำหรับ IRPC และ 826-890 ล้านบาทต่อปี สำหรับ PTTGC ซึ่งไม่มีนัยสำคัญต่อกำไรสุทธิปี 2555 ของบริษัท เนื่องจากคิดเป็นสัดส่วนเพียง 3% และ 2% ตามลำดับ
การปรับขึ้นราคาแอลพีจีดังกล่าวเพื่อนำส่งให้กองทุนเชื้อเพลิง คาดจะทำให้ฐานะเงินกองทุนน้ำมันปรับตัวดีขึ้น โดยประมาณการฐานะกองทุนน้ำมัน สิ้นสุด 27 ธ.ค. 2554 ติดลบ 1.4 หมื่นล้านบาท และต้องอุดหนุนราคาแอลพีจี 2,900 ล้านบาทต่อเดือน (หากรัฐบาลไม่ขึ้นราคาแอลพีจี) รวมทั้งเป็นการปรับโครงสร้างการใช้แอลพีจีที่บิดเบือนในปัจจุบัน เดิมภาครัฐอุดหนุนราคาแอลพีจีโดยการตรึงราคาขายในประเทศที่ 330 เหรียญสหรัฐต่อตัน เพื่อช่วยเหลือภาคครัวเรือน แต่ภายหลังได้มีการใช้แอลพีจีในภาคอุตสาหกรรมและภาคขนส่งมากขึ้น ทำให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระการนำเข้าแอลพีจีในปริมาณสูงในปัจจุบัน
นักวิเคราะห์ บล.โนมูระ พัฒนสิน ประเมินประเด็นข่าวข้างต้นเป็นผลลบเพียงเล็กน้อยต่อหุ้น PTTGC โดยให้ราคาเป้าหมายปีนี้ 91 บาท และ IRPC ราคาเป้าหมายปีนี้ 6.3 บาท แต่ให้น้ำหนักปกติ บริษัท ไทยออยล์ (TOP) ราคาเป้าหมายหุ้นละ 83 บาท ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าว เนื่องจากแอลพีจีที่ TOP ผลิต ได้ถูกขายเป็นเชื้อเพลิง ไม่ได้ถกใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตปิโตรเคมี
ก่อนหน้านี้ “พิชัย นริพทะพันธุ์” รมว.พลังงาน ประธานการประชุม กบง. ได้พิจารณาแนวทางการปรับราคาขายปลีกก๊าซแอลพีจีในภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยเห็นชอบให้ปรับเพิ่มราคาขายปลีกก๊าซแอลพีจีภาคขนส่งเดือนละ 0.41 บาทต่อกิโลกรัม จากปัจจุบันที่ 18 บาทต่อกิโลกรัม ตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค. 2555 เป็นต้นไป และเพื่อให้สามารถจัดเก็บเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับก๊าซแอลพีจีที่จำหน่ายให้ภาคขนส่ง
นอกจากนี้ กบง.ยังเห็นชอบให้กำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับก๊าซแอลพีจีที่ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกิโลกรัมละ 1 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา
สำหรับราคาผลิตภัณฑ์สายโอเลฟินส์ (PTTGC, IRPC) ในสัปดาห์นี้ ส่วนใหญ่ยังค่อนข้างทรงตัวในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งสวนทางกับต้นทุนวัตถุดิบแนฟทาที่ปรับตัวขึ้นแรงดังกล่าวข้างต้น จึงไม่เป็นผลดีต่อส่วนต่างราคาวัตถุดิบและราคาขายของราคาผลิตภัณฑ์ (Spread) ทั้งขั้นต้น (เอทิลีนและโพรพิลีน) และขั้นปลาย (HDPE, LDPE, PP)
ด้านราคาผลิตภัณฑ์ PVC (TPC, VNT) พบว่ายังค่อนข้างทรงตัวจากสัปดาห์ที่ผ่านมาเช่นกัน และโชคดีที่ราคาวัตถุดิบทั้งเอทิลีนและ EDC ที่ยังทรงตัว จึงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อ Spread ของ PVCเอทิลีน (VNT) และ PVCEDC (TPC) ในสัปดาห์นี้ ซึ่งโดยรวมแล้วถือว่ายังเป็นระดับ Spread ที่สูงมากที่ 415 เหรียญสหรัฐต่อตัน และ 720 เหรียญสหรัฐต่อตัน ตามลำดับ
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส เพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีเป็นเท่ากับตลาด...จากเดิมน้อยกว่าตลาดและแนะนำหุ้น TOP และ PTTGC นอกเหนือจากผลบวกในเรื่องของ Spread ของราคาผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ที่ฟื้นตัว ยังมีผลบวกจากค่าการกลั่นในภูมิภาคที่ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 9.5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในปัจจุบันเนื่องจากแนวโน้มสถานการณ์ของ Spread ของราคาผลิตภัณฑ์ที่เริ่มเห็นสัญญาณกระเตื้องขึ้นในช่วง 12 เดือนข้างหน้า จากความต้องการที่เป็นปัจจัยผลักดัน







