
ไขปมคูปอง 2พันบาท ทึ้งงบประชาสัมพันธ์ 100 ล้าน
การจัดมหกรรมสินค้าเบอร์ 5 เยียวยาผู้ประสบภัยของกระทรวงพลังงาน
การจัดมหกรรมสินค้าเบอร์ 5 เยียวยาผู้ประสบภัยของกระทรวงพลังงาน
ด้วยการแจกคูปองส่วนลดซื้อสินค้า 2,000 บาทต่อครัวเรือน แม้หลักการจะดี แต่เพราะผิดพลาดในขั้นตอนปฏิบัติ แถมให้ข้อมูลประชาสัมพันธ์ไม่ชัด ทั้งที่ผลาญงบประชาสัมพันธ์ไปถึง 100 ล้านบาท โดยมีบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ เป็นที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ของโครงการนี้
ผลที่ตามมา นอกจากเสียงก่นด่าจากประชาชนผู้ประสบภัยแล้ว ยังก่อให้เกิดการชุมนุมประท้วงปิดถนนในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ส่วนรวมเดือดร้อนไปตามๆ กัน แม้วันนี้ม็อบจะคลี่คลาย แต่เพียงแค่รอเวลาจะปะทุอีกรอบ หากรัฐบาลยังไม่สามารถสางปมที่ตัวเองก่อขึ้นมาได้
เหตุผลหลักๆ ที่ประชาชนไม่สบอารมณ์เมื่อได้รับแจกคูปอง ก็เพราะความเข้าใจผิด คิดว่าสามารถนำคูปองไปแลกเป็นเงินสดได้ทันที แต่ในความเป็นจริงคือต้องนำคูปองไปเป็นส่วนลดในการแลกซื้อสินค้าในร้านและรายการสินค้าที่ร่วมโครงการเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น มหกรรมครั้งนี้จัดกระจายถึง 28 จังหวัด แต่มีร้านค้าเข้าร่วมแค่ 240 ร้าน แม้ห้างใหญ่อย่างบิ๊กซี เทสโก้ โลตัส จะร่วมวงด้วย แต่ก็สต๊อกสินค้าไม่พอรับคลื่นมหาชน สุดท้ายเจ้าของคูปองทนรอสินค้าไม่ไหว ตัดใจขายคูปองตัดราคาจาก 2,000 บาท เหลือ 700-800 บาท ให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ โดยช่วยกันปลอมเอกสาร สร้างหลักฐานซื้อขายเท็จไปใช้ขึ้นเงินกับรัฐบาล เพราะถึงแม้ตั้งใจจะใช้คูปองจริงก็ไม่สามารถซื้อสินค้าในโครงการได้ เนื่องจากราคาแพงกว่าร้านนอกโครงการเสียอีก สู้เก็บเงินสดเข้ากระเป๋าเลยดีกว่า
ปัญหาที่เกิดขึ้นคงต้องย้อนกลับไปที่การเลือกจ้างบริษัท เวิร์คพอยท์ฯ เข้ามาเป็นที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ด้วยราคาที่แพง แถมจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ ไม่มีการเปิดประมูลทั่วไป ด้วยข้ออ้างสุดหรู เพื่อช่วยเหลือประชาชนแบบเร่งด่วน ต้องคิดเร็ว ทำเร็ว แต่ผลที่ได้กลับตรงกันข้าม
ยิ่งเมื่อเกิดปัญหาก็ไม่มีการแก้ไขจากบริษัทที่อุตส่าห์ไปจ้างมา ปล่อยให้นายกรัฐมนตรี รมว.พลังงาน ไล่ไปถึงข้าราชการประจำต้องมารับหน้ากันอุตลุด จึงเกิดคำถามตามมาว่า จ่ายไปทำไมตั้ง 100 ล้านบาท ให้ประชาชนมาก่นด่า คุ้มหรือไม่
หากมองในทางปฏิบัติการใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างวิธีพิเศษลักษณะนี้มีการนำไปใช้ในหลายกระทรวงอยู่แล้ว หากเป็นกรณีเร่งด่วน แต่สิ่งที่ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า การทำประชาสัมพันธ์บนกรอบงบประมาณจำนวน100 ล้านบาทเหมาะสมหรือไม่ กับเสียงก่นด่าที่ภาครัฐได้รับ เพราะยังขาดการอธิบายเนื้อหาของโครงการกับภาคประชาชนให้มีความเข้าใจมากกว่านี้ เนื่องจากการจัดงานมีระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค.2554 4 ม.ค. 2555 หรือ 9 วันเท่านั้น
ด้านเรื่องนี้ ไกรฤทธิ์ นิลคูหา อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พ.พ.) บอกว่า แก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยการขยายเวลาใช้คูปองในล็อตแรกไปจนถึงวันที่ 31 มี.ค. จากเดิมที่สิ้นสุดวันที่ 4 ม.ค. ซึ่งขณะนี้แจกคูปองไปแล้วร่วม 2.3 แสนครัวเรือน จากเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ 1 ล้านครัวเรือน ส่วนการปลอมใบซื้อก็จะตรวจสอบย้อนหลังว่ามีการสั่งซื้อสินค้าจริงจากโรงงานที่ร้านค้าผู้ร่วมโครงการแจ้งหรือไม่ พร้อมยืนยันแจกรอบ 2 ต่อปลายเดือน มี.ค.นี้แน่นอน โดยคราวนี้จะเพิ่มร้าน โดยเฉพาะ เพาเวอร์บาย และโฮมโปร เข้ามาเสริมทัพ
ด้าน สอางทิพย์ อมรฉัตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการตลาด บริษัท เพาเวอร์บาย แจงเหตุผลที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการตั้งแต่แรก เพราะไม่ได้รับหนังสือเชิญจากกระทรวงพลังงาน จึงไม่กล้าเข้าร่วมโดยพลการ กลัวว่าจะมีปัญหาในการขึ้นเงินจากคูปองผู้ใช้สิทธิ แต่ในอนาคตพร้อมให้ความร่วมมือ
เช่นเดียวกับบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจศูนย์การค้าและแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าเพาเวอร์มอลล์ ยืนยันว่าไม่ได้รับการติดต่อให้เข้าร่วมโครงการ จึงไม่ทราบรายละเอียด แต่ก็ยินดีร่วมมือ หากในอนาคตรัฐจัดโครงการลักษณะนี้อีก
นี่คือเสียงสะท้อนที่ผู้จัดงานคงต้องไปทบทวน แก้ไขให้ตรงจุด ถ้าไม่อยากเจอม็อบรายจังหวัด







