
ไฟแนนซ์ทูเดย์
ถือว่าตึงมือเป็นอย่างยิ่งสำหรับนโยบายโยกย้ายหนี้และดอกเบี้ยของกองทุนฟื้นฟู 1.14 ล้านล้านบาท
‘รอยรั่วนิดเดียว อาจจะทำให้เรือใหญ่จมได้’
...ถือว่าตึงมือเป็นอย่างยิ่งสำหรับนโยบายโยกย้ายหนี้และดอกเบี้ยของกองทุนฟื้นฟู 1.14 ล้านล้านบาท เพื่อที่รัฐบาลจะได้มีช่องทางนำเงินงบประมาณที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละ 6.77.6 หมื่นล้านบาท มาใช้จ่ายในการฟื้นฟูประเทศ แถมยังทำให้หนี้สาธารณะของรัฐบาลก็ลดลงในสัดส่วนเท่ากันอีก
...ทว่าถึงตอนนี้การเปิดช่องให้นำทรัพย์สินบางส่วนของ ธปท.โอนมาชำระหนี้ได้ ได้รับการต่อต้านอย่างหนัก จากบรรดาลูกศิษย์ลูกหา หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เพราะถูกระแวงว่าจะเป็นการเปิดช่องเข้าไปล้วงเงินคลังหลวงออกมาใช้
ครั้นจะไปแก้กฎหมายเพื่อดึงเงินจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากก็ถือว่าผิดวัตถุประสงค์ อาจโดนผู้ฝากเงินฟ้องร้องต่อศาลปกครองได้ การเดินเกมหาเงินมาใช้ลงทุนของ กัปตันโต้งกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ลูกศิษย์ก้นกุฏิ ดร.โกร่งวีรพงษ์ รามางกูร แม้จะคิดดีแต่เริ่มถึงทางตัน ขืนเดินหน้าต่อไปมีแต่พังกับพัง
...เวลานี้ กัปตันโต้ง ต้องยอมรับว่า การเงินการคลังที่ชักหน้าไม่ถึงหลังทุกวันนี้ เกิดจากนโยบายประชานิยมลดแลกแจกแถมจนสูญเงินภาษีไปเป็นนับแสนล้านบาท หากเลิกแจกเงินที่หวังผลทางการเมืองก็พอสตุ้งสตางค์ไปลงทุนได้นะกัปตันโต้ง หากได้ซอฟต์โลนมา 3 แสนล้านบาท แล้วก็ถอยออกมาหนึ่งก้าวดีกว่ามั้ยเพ่...และต้่องมานั่งคิดหารายได้เข้าประเทศอย่างจริงจังและรวดเร็ว ให้ประเทศมีเงินใช้่จ่ายเพียงพอ จะได้ไม่ต้่องโยนภาระหนี้ไปให้คนอื่น ทำให้คนขาดความเชื่อมั่นรัฐบาลและเศรษฐกิจของประเทศ
หากสถาบันการเงินมีปัญหาและเงินของกองทุนไม่เพียงพอ สถาบันคุ้มครองเงินฝากต้องออกพันธบัตรกู้เงิน เพื่อนำไปดูแลผู้ฝากเงินไม่ได้รับการเสียหาย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของกระทรวงการคลังว่าจะค้ำเงินกู้ให้หรือไม่ หากค้ำประกันก็จะทำให้กู้เงินได้ดอกเบี้ยต่ำ
นายสิงหะ กล่าวว่า การประกาศปรับเปลี่ยนอัตราเรียกเก็บเงินจากสถาบันการเงินของ สคฝ. ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดย รมว.คลัง เป็นผู้เสนอเรื่องให้ ครม.พิจารณา







