posttoday
หวั่นโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูทำกำไรแบงก์หาย

หวั่นโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูทำกำไรแบงก์หาย

05 มกราคม 2555

ASP หวั่นโอนภาระหนี้กองทุนฟื้นฟู และเรียกเก็บเงินเพิ่มเป็น 1% กดกำไรแบงก์หายปีละ 7.77พันล้านบาท

ASP หวั่นโอนภาระหนี้กองทุนฟื้นฟู และเรียกเก็บเงินเพิ่มเป็น 1%   กดกำไรแบงก์หายปีละ 7.77พันล้านบาท

บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่าจากกรณีที่ รมว.พาณิชย์ ชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่าง พรก. โอนภาระหนี้ของ FIDF จำนวน 1.14 ล้านล้านบาท ที่ปัจจุบันคลังฯ เป็นผู้จ่ายดอกเบี้ย และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นผู้รับผิดชอบเงินต้น กลับไปไว้ที่ FIDF ซึ่ง FIDF จะทำหน้าที่รับผิดชอบในการจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยทั้งหมดแทน โดยให้ ธปท. เป็นผู้หารายได้ให้กับ FIDF เพื่อมาชำระหนี้ดังกล่าว  

หวั่นโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูทำกำไรแบงก์หาย

โดยสาระสำคัญของ พรก. นี้จะให้อำนาจ ธปท. สามารถเรียกเก็บเงินจากสถาบันการเงินได้ไม่เกิน 1% เพื่อนำไปชำระคืนหนี้ของ FIDF และในเบื้องต้นจะให้ลดอัตราการเก็บเงินจากสถาบันคุ้มครองที่สถาบันการเงินจ่ายอยู่ 0.4% ในปัจจุบันลงไป ทั้งนี้ การโอนหนี้ดังกล่าวจะทำให้รัฐบาลสามารถประหยัดดอกเบี้ยจ่ายของหนี้จำนวนนี้ไปได้เฉลี่ยถึง 6.5 หมื่นล้านบาท/ปี

ทั้งนี้ประเมินว่าแม้จะยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นการเรียกเก็บเงินเพิ่มจากสถาบันการเงินว่าจะออกมาในรูปแบบใด ซึ่งหากการเรียกเก็บเงินจากสถาบันการเงินในรูปแบบใหม่ยังไม่เกิน 0.4% เท่ากับที่ธนาคารพาณิชย์จ่ายอยู่ในปัจจุบันก็จะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์

แต่หากต้องมีการเรียกเก็บเงินเพิ่มจากปัจจุบันไปที่ระดับ 1% ก็จะเป็นปัจจัยลบต่อศักยภาพการทำกำไรของธนาคารพาณิชย์ ในแต่ละปี ซึ่งจากการคำนวณของฝ่ายวิจัยพบว่าทุกๆ 0.1% ของเงินฝากรวมทั้งกลุ่มฯ ที่มีอยู่กว่า 7.77 ล้านล้านบาทที่เรียกเก็บเพิ่มเติม จะทำให้กำไรสุทธิของกลุ่ม ธ.พ. ลดลง 7.77 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 4.78% ของคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2555

ทั้งนี้ธนาคารพาณิชย์ ที่มีฐานเงินฝากสูงก็จะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก อาทิ BBL, KTB, KBANK และ SCB เมื่อเทียบกับธนาคารขนาดกลาง-เล็ก ที่เน้นการระดมทุนผ่านการออก B/E และหุ้นกู้ในสัดส่วนที่สูงกว่า

ฝ่ายวิจัยมีความเห็นว่าประเด็นการเรียกเก็บเงินเพิ่มจากธนาคารพาณิชย์ อาจจะต้องใช้เวลาในการพิจารณาหารือและคงได้รับการคัดค้านจากสถาบันการเงินค่อนข้างมาก ซึ่งตามหลักการแล้วถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ ธนาคารพาณิชย์จะต้องสำรองจ่ายไปโดยที่ไม่ได้สร้างรายได้กลับมาแต่อย่างใด (ปัจจุบัน ธ.พ. ส่วนใหญ่มีความเห็นว่าเงินนำส่งสถาบันคุ้มครองเงินฝากที่ 0.4% ก็เป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงเกินไปอยู่แล้วเมื่อเทียบกับความคุ้มครองเงินฝากที่ทยอยลดลงโดยต่อเนื่องมาเหลือที่ 1 ล้านบาท/บัญชี/ธนาคาร ในเดือน ส.ค.55 นี้) ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาก่อนที่จะมีความชัดเจน ประเด็นข่าวดังกล่าวอาจสร้างแรงกดดันต่อราคาหุ้นธนาคารพาณิชย์ในกลุ่มฯ ในระยะสั้น ซึ่งฝ่ายวิจัยมีความเห็นว่าน่าจะเป็นโอกาสให้เข้าสะสม เพื่อการลงทุน โดยหุ้น Top picks ของฝ่ายวิจัยยังคงเลือก BBL, KBANK และ SCB   

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน