posttoday
ปีพลิกผันของตลาดทุนไทย

ปีพลิกผันของตลาดทุนไทย

02 มกราคม 2555

ปี2554 เป็นปีแห่งความพลิกผันของตลาดทุนไทย เพราะความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

ปี2554 เป็นปีแห่งความพลิกผันของตลาดทุนไทย เพราะความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก....

โดย...เจียรนัย อุตะมะ

ปี2554 เป็นปีแห่งความพลิกผันของตลาดทุนไทย เพราะความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก อันเนื่องมาจากปัญหาเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจตะวันตกคือ สหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) ทำให้กระดานหุ้นไทยและโลหะมีค่าพลิกผันได้ตลอดเวลา ยากแก่การคาดการณ์

ผลการเลือกตั้งได้รัฐบาลใหม่พรรคเพื่อไทย (พท.) โดยมี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” น้องสาว “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ได้ทำให้เกิดการเก็งกำไรหุ้นการเมืองกันจ้าละหวั่น

ผสมโรงด้วยอุทกภัยที่ไม่คาดคิด หลังเกิดเหตุการณ์สึนามิที่ญี่ปุ่นเมื่อเดือน มี.ค. ทำให้หุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ เจ๊งชั่วคราว 1-2 ไตรมาส

นอกจากนั้น ในปีนี้ยังมีการซื้อกิจการและรวมกิจการเกิดขึ้นตลอดทั้งปีเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของธุรกิจ และเกิดขึ้นแบบกระจายกลุ่ม ทั้งพลังงาน โรงพยาบาล อาหาร และหลักทรัพย์ รวมถึงการเพิกถอนบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ออกจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

เรื่องเด่นในวงการตลาดทุนไทยเรียงลำดับได้ดังนี้

แบล็ก มันเดย์ ‘หุ้นร่วง-ทองลง-เงินดิ่ง’ เจ๊งยับล้านล้านบาท

ผลจากความปั่นป่วนเนื่องจากทั่วโลกไม่เชื่อมั่นว่าวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปจะได้รับการเยียวยา ทำให้ตลาดทุนโลกและไทยปั่นป่วน ผสมกับผลการประชุมประเทศผู้นำเศรษฐกิจ 20 แห่ง (จี20) เมื่อสุดสัปดาห์ที่ 24-25 ก.ย. 2554 ไม่มีมาตรการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม ทำให้การซื้อขายหุ้นและโลหะมีค่าเมื่อวันจันทร์ที่ 26 ก.ย. กลายเป็นวันจันทร์ทมิฬ หรือแบล็กมันเดย์

ทันทีที่ตลาดหุ้นและตลาดสินค้าโลหะมีค่า ทั้งทองและเงินเปิดทำการ ราคาก็ร่วงลงหนักเป็นวันที่ 3 ตลาดหุ้นไทยลงไปลึกสุดถึง 867.86 จุด ใกล้ 10% จนทำให้ระบบการซื้อขายหยุดชะงักชั่วคราวในช่วงเวลาประมาณ 14.00-14.35 น.

ปีพลิกผันของตลาดทุนไทย

ช่วงเวลาไล่เลี่ยกันกับการที่ตลาดทองคำทั่วโลกหยุดชะงักเพราะส่งคำสั่งซื้อขายไม่ทัน มีผลให้การซื้อขายทองในประเทศชะงักงันไปด้วย เพราะกำหนดราคาไม่ได้ ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) ต้องประกาศหยุดซื้อขายซิลเวอร์ ฟิวเจอร์ส ชั่วคราวเป็นรอบที่ 2 ใน 3 วัน

ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์ว่า การหยุดชะงักชั่วคราวนั้นไม่ใช่มาตรการเซอร์กิต เบรกเกอร์ หรือระงับคำสั่งซื้อขายชั่วคราว แต่เป็นเพราะคอมพิวเตอร์ขัดข้อง สุดท้ายดัชนีกลับมาปิดตลาดที่เหนือ 900 จุดได้

รวม 3 วัน มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด หรือมาร์เก็ตแคป หายไปแล้ว 1 ล้านล้านบาท ต่างชาติขายออกเกือบ 9,000 ล้านบาท เฉพาะวันที่ 26 ก.ย. ตลาดหุ้นไทยลดลงหนักสุดในตลาดหุ้นเอเชีย ต่างชาติ ขายกว่า 3,000 ล้านบาท

จนกระทั่งปิดล่าสุดวันสุดท้ายของปีวันที่ 30 ธ.ค. 2554 ที่ 1,025.32 เทียบกับสิ้นปี 2553 เท่ากับลดลงเล็กน้อย 0.72% หรือ 7.44 จุด นักลงทุนที่ลงทุนในวันแรกของปีและขายวันสุดท้ายเท่ากับว่าขาดทุนเล็กน้อยเช่นกัน

ทองพลิกเป็นขาลง ธ.ค. 

สร้างความประหลาดใจให้นักลงทุนอย่างถ้วนหน้ากับราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับขึ้นมาดีเกือบตลอดทั้งปีจนผู้ค้าทองคาดกันว่าจะไปไกลถึง 1,920-2,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ กลับปรับตัวลงกะทันหันเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ก่อนการประชุมผู้นำอียู วันที่ 9 ธ.ค. จาก 1,730 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ลงมาอยู่ที่ 1,561 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เมื่อวันสุดท้ายของปี วันที่ 30 ธ.ค. 2554 นับว่าตกลงมาถึง 169 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ จนผู้ค้าทองออกมายืนยันว่าทองคำจะลดลงจนถึงครึ่งแรกเดือน ม.ค. 2555 กว่าจะปรับขึ้นสู่จุดสูงสุดอีกครั้งในไตรมาสแรกปี 2555

ในปี 2554 เริ่มเห็นภาพชัดเจนว่าการซื้อขายทองคำหรือสัญญาทองคำล่วงหน้า นับเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง และราคาไม่ได้เปลี่ยนแปลงตรงกันข้ามกับดัชนีหุ้นเหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไปแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแรงเก็งกำไรในทองคำ จนผลักดันให้ราคาปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและระหว่างวันราคาก็มีการเปลี่ยนแปลงสูง ซึ่งเมื่อมีอะไรเกิดขึ้นมาแล้วทำให้นักลงทุนเกิดความไม่มั่นใจ ก็จะเฮโลไปลงทุนในเงินเหรียญสหรัฐแทน เพราะเป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงมาก

อุทกภัยฉุดกำไร บจ.

อุทกภัยที่เกิดช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. 2554 สร้างความเสียหายให้บริษัทจดทะเบียนถึง 53 แห่ง รายได้สูญประมาณ 3 หมื่นล้านบาท จากผลสำรวจของสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์

“สมบัติ นราวุฒิชัย” เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ประมาณการว่าจะฉุดกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียน 3-4 หมื่นล้านบาท กระทบกลุ่มอุตสาหกรรม 10 ประเภท

กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม กลุ่มยานยนต์ กลุ่มประกันวินาศภัย กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มธนาคารพาณิชย์

กลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัย กลุ่มท่องเที่ยว บันเทิง

ปีพลิกผันของตลาดทุนไทย

นอกจากนี้ ทางกระทรวงการคลัง คาดการณ์ว่าผลกระทบจากมหาอุทกภัยส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ทรุดลงแรงถึง 5% จึงส่งผลให้รวมทั้งปี 2554 เศรษฐกิจเติบโตเพียง 1.1% ซึ่งนับว่าผลกระทบครั้งนี้มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ และจะส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงเศรษฐกิจในไตรมาสแรก ทำให้เศรษฐกิจโตติดลบอีกหนึ่งไตรมาสได้

ซื้อกิจการและรวมกิจการ

เริ่มจากปี 2554 เกิดการควบรวมกิจการและซื้อกิจการของบริษัทจดทะเบียนมากเป็นประวัติการณ์เกือบ 30 ธุรกรรม คิดเป็นมูลค่าหลักแสนล้านบาท

อาทิ บริษัทในกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่นของบริษัท ปตท. (PTT) โดยการรวมกิจการระหว่างบริษัท ปตท.เคมิคอล (PTTCH) และบริษัท ปตท.อะโรเมติกส์ และการกลั่น (PTTAR) ก็แล้วเสร็จ และนำบริษัทแห่งใหม่เข้าซื้อขายใน ตลท.เป็นวันแรก เมื่อวันศุกร์ที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา ภายใต้ชื่อบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ธงนำทัพธุรกิจปิโตรเคมีของ PTT ที่เหมาะสำหรับลงทุนในระยะยาว

ผลการซื้อขายวันแรกราคาหุ้นไม่ได้วิ่งไปไหนไกล ปิดที่หุ้นละ 54 บาท แต่มูลค่าการซื้อขายติดอันดับสูงสุดประจำวัน

การควบบริษัทระหว่าง PTTCH กับ PTTAR ทำให้ PTTGC ก้าวขึ้นเป็นแกนนำด้านธุรกิจเคมีภัณฑ์ของกลุ่ม ปตท.ด้วยกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี รวม 8.2 ล้านตันต่อปี และกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมรวม 228,000 บาร์เรลต่อวัน ด้วยจุดแข็งด้านความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นปลาย ทั้งสายโอเลฟินส์และอะโรเมติกส์ อันเป็นการสร้างศักยภาพด้านการดำเนินงานและช่วยลดความเสี่ยงจากการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจปิโตรเคมีในปัจจุบัน

PTTGC นับเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นครบวงจรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน เป็นรองเพียงบริษัท ปิโตรนาส เคมิคัล ของมาเลเซีย และมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) สูงติดอันดับ 8 ของตลาดหลักทรัพย์

ตามมาด้วย กิจการโรงพยาบาลใหญ่ในเครือโรงพยาบาลกรุงเทพหรือบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) ของ นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ กับเครือโรงพยาบาลพญาไทของ “วิชัย ทองแตง” ที่เพิ่งเซ็นสัญญารวมกิจการกันอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ส่งผลให้หุ้น BGH วิ่งขึ้นหูดับตับไหม้

รอบปีที่ผ่านมาราคาหุ้น BGH เพิ่มสูงมากจากแถว 40 บาท มาเป็น 82 บาทต่อหุ้น พุ่งขึ้นถึง 105% ส่งผลให้บรรดาผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้งสามรายรวยขึ้นมาติดอันดับถ้วนหน้า

สงบศึกชิงน้ำดำเป๊ปซี่ หลังจากชิงอำนาจบริหารงานกันมานาน ในที่สุดเดือน ก.ค. บริษัท เสริมสุข (SSC) แจ้ง ตลท.ว่า คณะกรรมการบริษัทได้รับทราบหนังสือลงวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา จากบริษัท เป๊ปซี่–โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง เซเว่น-อัพ และบริษัท เอสเอสเนชั่นแนล โลจิสติกส์ (SSN) ซึ่งทั้งสองกลุ่มเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้ลงนามสัญญาจะซื้อจะขายหุ้น ลงวันที่ 20 ก.ค.

สาระสำคัญของสัญญาคือ กลุ่มเป๊ปซี่จะต้องเสนอราคาหุ้นให้ SSN พิจารณา และ SSN จะเป็นฝ่ายเลือกที่จะขายหุ้นที่ถืออยู่ทั้งหมดให้แก่เป๊ปซี่ หรือเลือกซื้อหุ้นที่กลุ่มเป๊ปซี่ถืออยู่ทั้งหมดในราคาที่เป๊ปซี่เสนอ ทำให้ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่ายลงเอย

เป๊ปซี่มีข้อเสนอที่เป็นประโยชน์กับเสริมสุขกรณีที่เป๊ปซี่ได้หุ้นจาก SSN โดยเป๊ปซี่จะต่อสัญญาทำธุรกิจกับเสริมสุขออกไปอีกช่วงหนึ่ง จากเดิมสัญญา Exclusive Bottling Appointment (EBA) จะหมดอายุวันที่ 1 เม.ย. 2555 (ยกเลิกสัญญาฉบับวันที่ 1 ม.ค. 2541) และทำสัญญา EBA ฉบับใหม่

สำหรับสัญญาฉบับใหม่กรณีที่เป๊ปซี่เป็นผู้ซื้อหุ้นจาก SSN เป๊ปซี่มีอายุสัญญา 7 ปี และต่ออัตโนมัติอีก 5 ปี ซึ่งสัญญาฉบับใหม่เริ่มต้นวันที่ 1 พ.ย. 2554 นอกจากนี้ EBA ฉบับใหม่จะกำหนดค่าหัวเชื้อลดลง 8.61% ก่อนหักส่วนลด

กรณีที่ SSN เป็นผู้เสนอซื้อหุ้นจากเป๊ปซี่ หรือกรณีไม่มีการซื้อหุ้นจากเป๊ปซี่ ให้มีการแก้ไขแผนธุรกิจในอนาคต โดยให้เสริมสุขและเป๊ปซี่ขยายเวลาการเลิกสัญญา EBA ฉบับปัจจุบัน โดยขยายออกไปอีก 7 เดือน ไปสิ้นวันที่ 1 พ.ย. 2555

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) โดยบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ ซึ่งเป็นโฮลดิงของกลุ่มธุรกิจ เคมิคอลส์ซื้อหุ้นบริษัท ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ (TPC) จากผู้ถือหุ้นใหญ่คือบริษัท ทุนลดาวัลย์ จำนวน 18.44% และ ยศ เอื้อชูเกียรติ สัดส่วน 5.23% ในราคาหุ้นละ 30 บาท ซึ่งจะใช้เม็ดเงินในการซื้อหุ้นประมาณ 6,212.5 ล้านบาท นอกจากนี้ยังจะซื้อหุ้นจากบุคคลที่เกี่ยวกับทั้งสองรายอีกจำนวน 7% คาดว่าจะใช้เงินลงทุนรวมสูงสุดไม่เกิน 8,050 ล้านบาท

ปัจจุบัน SCC ถือหุ้นใน TPC จำนวน 45.64% หรือ 399.39 ล้านบาท หลังจากซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นใหญ่แล้วจะทำให้บริษัทถือหุ้นเกินกว่า 50% จะต้องจัดทำคำเสนอซื้อหุ้นจากนักลงทุนทั่วไปทั้งหมด (เทนเดอร์ออฟเฟอร์)

บริษัท ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นบริษัท แพ็คฟู้ด (PPC) กับกลุ่มตระกูลอารีย์เจริญเลิศ จำนวน 40% คาดว่า การซื้อขายหุ้นจะแล้วเสร็จเดือน เม.ย. 2555 การผนึกกำลังในครั้งนี้ จะทำให้ทั้งสองบริษัทส่งออกกุ้งไปสหรัฐและยุโรปถึงวันละ 420 ตัน เป็นอันดับต้นๆ ของโลก

บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) ได้ซื้อหุ้น บริษัท ไทยเอ็กซ์เพรส เพิ่มอีก 30% โดยใช้เงินในการเข้าซื้อ 406 ล้านบาท ทำให้บริษัทถือหุ้นทั้งสิ้น 100% การเข้าซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นครั้งนี้ เป็นการต่อยอดทางธุรกิจและเป็นการสร้างโอกาสในการขยายธุรกิจอาหารในต่างประเทศ รวมถึงจะทำให้บริษัทมีสัดส่วนรายได้และกำไรจากต่างประเทศมากขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

บริษัท ไทยเอ็กซ์เพรส นั้น ดำเนินธุรกิจร้านอาหารโดยตรงในประเทศสิงคโปร์ โดยมีสาขาทั้งสิ้น 54 สาขา และยังมีการลงทุนผ่านแฟรนไชส์ทั้งที่มาเลเซีย เวียดนาม และออสเตรเลีย ด้วย

กลุ่มบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) ได้ลงนามกับบริษัท Aurelius Ag เพื่อซื้อหุ้นทั้งหมด 100% ของบริษัท เวลแมน อินเตอร์เนชั่นแนล ในยุโรป ซึ่งเป็นบริษัทรีไซเคิลชั้นนำของยุโรป มูลค่าลงทุนไม่สามารถเปิดเผยได้

คาดว่าการซื้อขายกิจการจะเสร็จสิ้นภายในปีนี้

ผลจากการซื้อ เวลแมน ช่วยให้กลุ่ม IVL เข้าถึงการผสมรีไซเคิลเพต (PET) กับของเสียจาก อุตสาหกรรมอื่นๆ ส่งผลให้เป็นบริษัทที่ไม่มีของเสีย มีค่าการปล่อยคาร์บอนที่ต่ำ สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในการรีไซเคิลของที่ใช้แล้วให้กลับมาใช้ใหม่ได้ และถ่ายทอดไปยังธุรกิจอื่นๆ ของกลุ่ม IVL ในทวีปเอเชีย

แบงก์-บล.รวมกิจการ

ในที่สุดบริษัท ทุนภัทร (PHATRA) ซึ่งขึ้นชื่อว่ามีจุดแข็งและมีความพร้อมมากที่สุดในการรับมือกับการแข่งขัน การเปิดเสรีธุรกิจหลักทรัพย์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2555 ก็ตัดสินใจลุกขึ้นมาควบรวมกิจการกับธนาคารเกียรตินาคิน (KK) ดีลนี้มีมูลค่า ณ ราคาตลาดเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2554 ถึง 7,300 ล้านบาท

การควบรวมครั้งนี้ถือว่าเป็นการร่วมกิจการในเชิงยุทธศาสตร์ของธุรกิจ เพราะประเทศไทยจะต้องเปิดเสรีทางการเงินและการลงทุน ซึ่งจะเอื้ออำนวยให้สถาบันการเงินที่มีความพร้อม มีความเชี่ยวชาญในการทำธุรกิจ มีศักยภาพและสามารถขยายตัวได้ทวีคูณ ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจที่เสรีเต็มรูปแบบ

ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและการเปิดเสรีมากขึ้น ทำให้ธุรกิจเหล่านี้ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง....

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา