
ลุ้นระทึก...จ่ายสินไหมจลาจล
ส่งท้ายปีด้วยคดีที่เขย่าวงการประกันภัยอีกรอบ เมื่อ เกรียงศักดิ์ วรมงคลชัย รองโฆษกสภาทนายความ
โดย...วารุณี อินวันนา
ส่งท้ายปีด้วยคดีที่เขย่าวงการประกันภัยอีกรอบ เมื่อ เกรียงศักดิ์ วรมงคลชัย รองโฆษกสภาทนายความ ออกมาเปิดเผยว่า ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้บริษัท เมืองไทยประกันภัย ชำระเงินตามสัญญาประกันภัยให้กับบริษัท เอมธรรม เป็นเงินทั้งสิ้น 16.5 ล้านบาท เพราะได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้ในเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อเดือน พ.ค. 2553
เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นในรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้นำ ประกาศว่าเป็นเหตุการณ์ “ก่อการร้าย” ซึ่งไม่เข้าเงื่อนไขความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สิน
เกรียงศักดิ์ ระบุว่า ศาลเห็นว่า “มีการทำสัญญาประกันภัยเกิดขึ้นจริง ผู้รับประกันภัยมีสิทธิที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงตัดสินให้มีการชำระเงินตามสัญญา”
อย่างไรก็ตาม คดีนี้สามารถที่จะต่อสู้กันในศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาได้อีก ซึ่งต้องจับตาดูว่าทางบริษัท เมืองไทยประกันภัย จะดำเนินการอย่างไรในชั้นต่อไป ซึ่งจากการติดต่อไปยังฝ่ายประชาสัมพันธ์เพื่อขอทราบความคืบหน้าและขอสัมภาษณ์ผู้บริหารต่อกรณีดังกล่าว ได้รับคำตอบว่าผู้บริหารกำลังเรียกประชุมเพื่อกำหนดท่าทีต่อไป จะทราบเรื่องได้เร็วที่สุดในเช้าวันที่ 30 ธ.ค.นี้
ก่อนหน้านี้ ทางกลุ่มเซ็นทรัล ซีจี กรุ๊ป และ ได้ยื่นฟ้องบริษัท เทเวศประกันภัย เพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์คุ้มครองธุรกิจหยุดชะงัก จากสาเหตุความไม่สงบจากเหตุการณ์เดียวกัน เป็นเงินประมาณ 3,838 ล้านบาท และยังได้ทำประกันภัยทรัพย์สินที่คุ้มครองภัยทุกชนิด ยกเว้นภัยก่อการร้ายอีก 1.32 หมื่นล้านบาท
การที่กลุ่มเซ็นทรัล ซีจี กรุ๊ป ยื่นฟ้องบริษัท เทเวศประกันภัย เพราะมุ่งประเด็นไปที่ “ความเสียหายครั้งนั้นเกิดจากไฟไหม้” จึงควรจะได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์
นอกจากนี้ กลุ่มเซ็นทรัล ซีจี กรุ๊ป ไม่เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนภัยก่อการร้ายที่ได้ซื้อความคุ้มครองไว้กับบริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย ในวงเงิน 3,500 ล้านบาท
นั่นแสดงว่า กลุ่มเซ็นทรัล ซีจี กรุ๊ป มีความเชื่อว่า เมื่อเกิด “ไฟไหม้” ขึ้น บริษัทประกันภัยจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
ทั้งสองคดีของทั้งสองกลุ่มมีความเคลื่อนไหวอย่างเป็นรูปธรรม ออกมาภายหลังจากที่รัฐมนตรีบางคนในรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีการเปรยๆ ว่าจะมีการแก้ไขคำนิยามของสาเหตุแห่งความเสียหายครั้งนั้นใหม่ จาก “ก่อการร้าย” เป็น “การจลาจล” เมื่อกลางเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา และกลายเป็นข่าวที่ทำให้เกิดความสับสนต่อประชาชน
ข่าวทั้งสองชิ้นนี้ ได้รับความสนใจจากผู้บริหารบริษัทประกันภัยอย่างมาก เพราะหากบริษัท เมืองไทยประกันภัย ยอมจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามที่ศาลแพ่งมีคำสั่งออกมา จะกลายเป็นบรรทัดฐานให้บรรดาผู้ที่ได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้ในครั้งนั้น ใช้เป็นมาตรฐานในการยื่นฟ้องศาลนำสืบคดีใหม่ และเรียกร้องให้บริษัทประกันภัยจ่ายค่าสินไหมทดแทนออกมาทั้งหมด
นอกจากนี้ หากศาลแพ่งมีคำสั่งให้บริษัท เทเวศประกันภัย จ่ายสินไหมทดแทนให้กับกลุ่มเซ็นทรัล ซีจี กรุ๊ป จะเป็นการตอกย้ำความมั่นใจให้กับประชาชนผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ครั้งนั้นมากขึ้น ในการที่จะเดินหน้าต่อสู้คดีเชิงรุกต่อไป
ย้อนกลับไปเดือน เม.ย.พ.ค. 2553 เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบจากการชุมนุมบริเวณพื้นที่ราชประสงค์และบริเวณใกล้เคียง ส่งผลให้สถานประกอบการ อาคาร ศูนย์การค้า ธนาคาร ห้างร้าน ในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้รับความเสียหายจำนวน 35 แห่ง
สมัยนั้น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประกาศว่า กทม.ตกอยู่ภายใต้ภัยก่อการร้าย ทำให้บริษัทประกันภัยปฏิเสธที่จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนที่เกิดจากไฟไหม้ในช่วงดังกล่าวแก่ประชาชนที่ซื้อประกันอัคคีภัยและประกันความเสี่ยงภัยทุกชนิด
เนื่องจากกรมธรรม์ทุกชนิดจะมีข้อยกเว้นว่า ไม่คุ้มครองกรณีความเสียหายอันเป็นผลโดยตรงหรือโดยอ้อมมาจากหรือสืบเนื่องจากเหตุการณ์ก่อความไม่สงบของประชาชนที่ลุกฮือต่อต้านรัฐบาลรวมถึงการกบฏ การปฏิวัติ การยึดอำนาจ การปกครองโดยทหาร
แตกต่างจากความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันชีวิต ที่จะจ่ายสินไหมทดแทนจากการเสียชีวิตทุกกรณี ซึ่งครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตทำประกันไว้กับ 9 บริษัท จำนวน 17 กรมธรรม์ ทายาทได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 2.3 ล้านบาทแล้ว
ขณะที่ทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบครั้งนั้น มีการรายงานต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ว่าได้ทำประกันภัยคุ้มครองทรัพย์สินไว้ประมาณ 1,000 กรมธรรม์ กับบริษัทประกันภัย จำนวน 30 บริษัท ในจำนวนนี้มีผู้ประกอบการรายใหญ่ซื้อประกันภัยคุ้มครองก่อการร้ายไว้เพียง 6 ราย
ในจำนวนผู้ได้รับความเสียหาย มีการทำประกันอัคคีภัยไว้มากที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 38.34% ของจำนวนกรมธรรม์ทั้งหมด กรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน 34.49% กรมธรรม์ประกันภัยอื่นๆ เช่น กรมธรรม์คุ้มครองสิทธิการเช่า กรมธรรม์ระหว่างก่อสร้าง 22.37% กรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก 2% และกรมธรรม์ประกันภัยก่อการร้าย 2.8%
แม้ คปภ.ไม่ได้ระบุว่า วงเงินความคุ้มครองทั้งหมดมีจำนวนเท่าใด แต่ กี่เดช อนันต์ศิริประภา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท แอกซ่าประกันภัย เคยประมาณการไว้ว่า จะสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจประกันวินาศภัยไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท แยกเป็นบริษัทประกันภัยในประเทศไทยรับไว้เอง 10% หรือ 2,000 ล้านบาท และบริษัทประกันภัยต่อต่างประเทศต้องรับผิดชอบประมาณ 90% หรือ 1.8 หมื่นล้านบาท
นั่นหมายความว่า หากผู้ฟ้องร้องบริษัทประกันเป็นผู้ชนะ บริษัทประกันภัยจะต้องจ่ายสินไหมทดแทนจากเหตุการณ์ความไม่สงบจากการชุมนุมบริเวณพื้นที่ราชประสงค์และบริเวณใกล้เคียง เป็นเงินประมาณ 2 หมื่นล้านบาท และเป็นการย้ำว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็วิเคราะห์เหตุการณ์ความไม่สงบพลาด เช่นเดียวกับรัฐบาลภายใต้การนำของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่วิเคราะห์เหตุการณ์น้ำท่วมพลาด สร้างความเสียหายให้กับประชาชน บริษัทประกันภัยในประเทศ และบริษัทประกันภัยต่างประเทศเช่นเดียวกัน เพียงแต่รัฐบาลชุดหลังทำความเสียหายได้มากกว่า







