posttoday
รกิจตื่นตัว วางกลยุทธ์รับ..ป้องภัยพิบัติ

รกิจตื่นตัว วางกลยุทธ์รับ..ป้องภัยพิบัติ

29 ธันวาคม 2554

หลังผ่านพ้นวิกฤตอุทกภัยครั้งล่าสุด

หลังผ่านพ้นวิกฤตอุทกภัยครั้งล่าสุด

ถือเป็นบทเรียนใหม่ของภาคธุรกิจไทยที่ต้องเพิ่มปัจจัยเสี่ยงที่คาดการณ์ได้ยากมาเป็นโจทย์สำคัญในการบริหารธุรกิจของตัวเอง โดยเฉพาะในเรื่องของภัยธรรมชาติ เมื่อผนวกกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกทั้งยุโรปและสหรัฐที่ยังไม่นิ่ง ทำให้ปี 2555 ผู้ประกอบการไทยจะต้องมีการปรับตัวเรียนรู้เพื่อทำให้ธุรกิจตัวเองอยู่รอด

พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปี 2555 เอกชนไทยมีปัจจัยเสี่ยง 2 เรื่องหลัก คือ ภัยธรรมชาติและเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนเป็นตัวแปรสำคัญของการดำเนินธุรกิจจากนี้ไป และแม้ว่าตลาดสินค้าของไทยยังเป็นที่ต้องการของต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสินค้ากลุ่มยานยนต์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ถ้าตลาดส่งออกหลักอย่างยุโรปหรือสหรัฐมีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ก็ทำให้เกิดความเสี่ยงและการแข่งขันจะหนักขึ้น

การปรับตัวเพื่อรับกับปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ เอกชนต้องหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพสินค้า ยกระดับมาตรฐาน โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้มากขึ้น เพื่อหลีกหนีจากคู่แข่งโดยเฉพาะจีน ที่ยังได้เปรียบในเรื่องต้นทุนการผลิตที่ต่ำ รวมทั้งต้องวางระบบการบริหารจัดการที่ดี และใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่ได้ตกลงไว้กับหลายประเทศมาเป็นตัวเชื่อมโยงธุรกิจ ตลอดจนการมองหาตลาดใหม่ให้มากขึ้น

สำหรับในกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่รับผลกระทบอย่างหนักจากปัญหาน้ำท่วมนั้น ภาครัฐได้พยายามใส่เม็ดเงินประเภทเงินกู้เข้าไปช่วยเสริมสภาพคล่อง ดังนั้นหากมีโอกาสก็ต้องพยายามทำให้สินค้าที่เป็นนวัตกรรมมากขึ้น ซึ่งยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะที่ผ่านมาเอสเอ็มอีก็ยังละเลยกับเรื่องเหล่านี้มาก แต่ถ้าทำได้ก็สามารถไปยืนในตลาดโลกได้

อย่างไรก็ตาม การกระจายความเสี่ยงเพื่อหลีกเลี่ยงภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำท่วมนั้น ในหลักการคงต้องมองเรื่องใกล้ตัว ก็คือการสร้างแนวป้องกันน้ำ เอกชนคงต้องดูแลตัวเองควบคู่ไปด้วย ไม่ใช่หวังพึ่งรัฐอย่างเดียว พื้นที่ไหนที่ยังเป็นจุดเสี่ยงก็ต้องศึกษาหาผู้เชี่ยวชาญมาให้คำแนะนำในการดำเนินการ แต่เท่าที่ตรวจสอบสมาชิกของ ส.อ.ท.คงไม่ถึงกับต้องย้ายฐานการผลิตหรือย้ายพื้นที่ตั้งโรงงาน เพราะเหตุการณ์ลักษณะนี้คงไม่ได้เกิดขึ้นทุกปี

พงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานสภาหอการค้าไทย กล่าวว่า แน่นอนว่าเอกชนทุกรายต้องมีการปรับตัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ตอนนี้ทุกคนคงอยากรู้ว่าภาครัฐจะมีมาตรการสร้างความเชื่อมั่นที่เป็นรูปธรรมอย่างไรมากกว่า โดยเฉพาะบทบาทของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ที่จะเข้ามาดูแลน้ำไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนปีที่ผ่านมา ควรจะมีความคืบหน้าและได้ขัอสรุปของแผนภายในไตรมาสแรกของปี 2555 เพื่อให้ทันกับฤดูฝนที่จะเข้ามาในช่วงกลางปี เพราะไม่รู้ว่าปีหน้าจะเกิดอะไรขึ้นอีกหรือไม่

ขณะที่ปัจจัยในเรื่องเศรษฐกิจโลกต้องยอมรับว่า ประเทศในกลุ่มยุโรปเศรษฐกิจยังไม่ตกผลึก ดังนั้นตลาดส่งออกยังไม่สดใสเหมือนเดิม รวมทั้งผู้ส่งออกอย่างเกาหลี จีน ก็เจอปัญหาเดียวกับไทย ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือการมองหาตลาดใหม่ประเทศที่ 3 ที่ยังเปิดกว้าง เช่น แอฟริกา อเมริกาใต้ อินเดีย หรือประเทศที่มีเอฟทีเอกับไทยไว้แล้ว โดยสินค้าที่ยังเป็นที่ต้องการ คือ ยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า

กระนั้น หากมองตลาดส่งออกของไทยในขณะนี้ ถือว่าตลาดอาเซียนมีสัดส่วนสูงถึง 25% เมื่อเทียบกับสหรัฐมีสัดส่วน 10% และยุโรป 9% ดังนั้นเป้าหมายการส่งออกก็จะให้ความสำคัญกับกลุ่มประเทศอาเซียนมากขึ้น รวมทั้งการเพิ่มมูลค่าสินค้าที่จะเข้าไปแข่งขัน จะผลิตสินค้าแบบเดิมๆ ไม่ได้

ในส่วนฐานที่ตั้งของโรงงานนั้น หากไม่มั่นใจว่าจะเจอกับปัญหาน้ำท่วม ถ้าย้ายได้ก็ควรย้าย เพราะตอนนี้ทุกคนยังไม่เห็นแผนจัดการน้ำที่ชัดเจน หรือจะเลือกย้ายทุนไปรวมกับประเทศอื่นในอาเซียนก็เป็นทางเลือกที่ดี โดยต้องยอมรับว่าผลจากน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ทำให้แรงงานต่างด้าวทั้งพม่า กัมพูชา และลาว กลับถิ่นฐานเดิม ซึ่งเชื่อว่าส่วนใหญ่จะยังไม่กลับมาไทย เพราะประเทศเหล่านี้เศรษฐกิจก็เริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะพม่า เริ่มเปิดประเทศมากขึ้น มีนักลงทุนต่างชาติหลายประเทศที่สนใจจะเข้าไปทำธุรกิจ

ทางด้านเอสเอ็มอีรายเล็กก็ต้องเร่งฟื้นฟู ต้องอัดฉีดเงินเข้าไป ซึ่งรัฐก็เตรียมไว้ 3-4 แสนล้านบาท เพราะบางรายถึงขั้นหมดตัว ในขณะที่บริษัทรายใหญ่ไม่ต้องเป็นห่วงในเรื่องเงินทุน แต่ช่วยอำนวยความสะดวกระเบียบวิธีการที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนใหม่เท่านั้น ซึ่งเชื่อว่าท้ายสุดไม่ว่าจะเกิดเหตุใดๆ ก็ตาม เอกชนไทยจะสามารถปรับตัวได้และสามารถยืนอยู่บนเวทีโลกได้ 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค