
ระวังแรงขาย LTF ที่ต้นทุนต่ำมาก...ในช่วงต้นปี
หุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมาแกว่งตัวลงต่อเนื่อง 5 วันทำการ ด้วยปริมาณการซื้อขายที่เบาบางในช่วงก่อนวันหยุดสิ้นปี
หุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมาแกว่งตัวลงต่อเนื่อง 5 วันทำการ ด้วยปริมาณการซื้อขายที่เบาบางในช่วงก่อนวันหยุดสิ้นปี
โดย..พงศ์ภัทร สิริพิพัฒน์
เป็นลักษณะของการซึมลง ปริมาณการซื้อขายในวันพุธที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยแรงซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษีอย่าง LTF/RMF ไม่ได้มีเข้ามาโดดเด่นอย่างเช่นปีก่อนๆ ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากระดับดัชนีที่สูง ประกอบกับความเสี่ยงของปัญหาหนี้ยุโรปในปีหน้า รวมถึงปัญหาน้ำท่วม ทำให้แรงซื้อไม่ได้มีเข้ามามากเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยนักลงทุนสถาบันยังมียอดขายสุทธิในช่วง 2 วันทำการที่ผ่านมา ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มหยุดขายกลับมาซื้อสุทธิเล็กน้อย
ประเมินว่าทิศทางตลาดในระยะสั้น โดยเฉพาะหลังปีใหม่ต้นเดือน ม.ค. คาดว่าตลาดจะได้รับผลกระทบจากแรงขายของเม็ดเงินกองทุน LTF ที่ถึงช่วงระยะเวลาครบกำหนด 5 ปี และสามารถเริ่มขายได้ในต้นเดือน ม.ค.นี้เป็นต้นไป โดยเม็ดเงินกองทุน LTF ในรอบนี้ถือว่าเป็นรอบที่มีต้นทุนค่อนข้างต่ำมาก เนื่องจากในช่วงปี 2008 เป็นปีที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐ ตลาดมีช่วงปรับตัวลงจากระดับสูงสุดที่ 886 จุด ลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 380 จุด ทำให้ต้นทุนของผู้ซื้อหน่วยลงทุนของ LTF ในรอบนี้มีต้นทุนต่ำกว่า SET Index ในปัจจุบันมากพอควร โดยปี 2008 ตลาดมีระดับดัชนีที่ค่ากลางอยู่ที่บริเวณ 633 จุด หากวัดจากระดับดัชนีปัจจุบันที่ 1,028 จุด คาดว่าผู้ถือหน่วยลงทุนโดยเฉลี่ยจะได้ผลตอบแทนไม่น้อยกว่า 50% ทำให้คาดว่าอาจมีนักลงทุนส่วนหนึ่งเลือกที่จะขายออกมาหลังจากที่ครบกำหนดระยะเวลาเพื่อรับรู้ผลกำไร และค่อยกลับเข้าไปลงทุนใหม่ในช่วงที่ตลาดปรับตัวลงเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในปีหน้าอีกรอบโดยไม่ต้องใช้เม็ดเงินลงทุนก้อนใหม่
ในขณะที่ข้อมูลทางสถิติในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาบ่งชี้ว่า SET Index ในเดือน ม.ค. ปรับตัวลงเฉลี่ย 5.4% หลังจากที่ช่วงก่อนหน้านี้ตลาดมักปรับตัวขึ้นในเดือน ธ.ค. โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เดือน ธ.ค. ตลาดปรับตัวขึ้นประมาณ 5% โดยในปีนี้ ณ ระดับราคาปัจจุบัน ผลตอบแทนเดือน ธ.ค.อยู่ที่ระดับ 3.3% ภาพโดยรวมตลาดหุ้นในเดือน ม.ค. ยังมีความเสี่ยงจากทั้งเรื่องแรงขายของ LTF ที่ต้นทุนต่ำรวมถึงเหตุผลทางด้านฤดูกาล
ส่วนปัจจัยทางด้านยุโรปในไตรมาสแรกของปีจะเป็นช่วงที่มีตราสารหนี้ในยุโรปครบกำหนดอายุไถ่ถอนเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น อิตาลี กรีซ สเปน และฝรั่งเศส หากมีประเทศในยุโรปประเทศหนึ่งประเทศใดขาดสภาพคล่อง จะเป็นปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้นได้มากพอควร โดยเฉพาะอิตาลีที่มีหนี้ที่ครบกำหนดอยู่สูงในช่วงเฉพาะเดือน ก.พ. เพียงเดือนเดียว อิตาลีจะมีตราสารหนี้ที่ครบกำหนดไถ่ถอนมูลค่ารวมกันกว่า 5.56 หมื่นล้านยูโร เฉพาะในไตรมาสแรกมีมูลค่ารวมกันหลายแสนล้านยูโร โดยรวมทำให้อาจจะเป็นความเสี่ยงของปัญหาหนี้ในยุโรป
อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าหากตลาดปรับตัวลงจากปัญหาหนี้ในยุโรป คาดว่าการปรับตัวลงของตลาดจะมีช่วงรีบาวด์ได้เร็ว หากปัญหาไม่ลุกลามถึงขั้นเกิดการแยกตัวของประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร เนื่องจากนโยบายทางเงินของธนาคารกลางทั่วโลกยังคงอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ พร้อมกับมีการใช้นโยบายการเงินอื่นๆ เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้สภาพคล่องหนุนตลาดและตลาดปรับตัวขึ้น แม้ว่าการเติบโตของกำไรไม่ได้อยู่ในระดับสูง
โดยรวมการที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมาก จึงส่งผลให้ตลาดหุ้นเป็นแหล่งที่มาของผลตอบแทนที่ดี ที่จะทำให้ผลตอบแทนโดยรวมชนะเงินเฟ้อ ทำให้การจัดสรรเงินลงทุนมายังตลาดหุ้นยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะหากตลาดหุ้นมีการปรับตัวลงแรง ความเสี่ยงของตลาดหุ้นหลักๆ ในระยะกลางระยะยาว คือ การดึงสภาพคล่องออกจากระบบ หรือการเริ่มมีนโยบายขึ้นดอกเบี้ย จะส่งผลให้ตลาดปรับตัวลงได้แรง
กลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้นักลงทุนซื้อหุ้นที่ได้ซื้อหุ้นไปก่อนหน้านี้ขายในช่วงปลายปี โดยเฉพาะหากมีการปรับตัวขึ้นจากการทำปิดสิ้นปี เนื่องจากคาดว่าในเดือน ม.ค. ตลาดยังมีความเสี่ยงสูงที่จะปรับตัวลง จากทั้งเหตุผลทางด้านฤดูกาล แรงขายจากเม็ดเงิน LTF ที่มีต้นทุนต่ำ หรือความเสี่ยงจากปัญหาในยุโรปที่ไตรมาสแรก







