
สมชัย ไทยสงวนวรกุล ซีอีโอยอดเยี่ยม ปี 2554
รางวัลผู้บริหารสูงสุดยอดเยี่ยมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)
รางวัลผู้บริหารสูงสุดยอดเยี่ยมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)
โดย..เจียรนัย อุตะมะ
ปีนี้คือ “สมชัย ไทย สงวนวรกุล” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ (SNC) ผู้ผลิตชิ้นส่วนและท่อโลหะใช้ในระบบปรับอากาศบ้าน รถยนต์ และคอมเพรสเซอร์
ด้วยความโดดเด่นในวิธีการบริหารองค์กร พร้อมความสามารถในการถ่ายทอดวิสัยทัศน์และแนวคิดในการทำงานแก่พนักงานจนสามารถผลักดันให้บริษัทมียอดขายโตกว่า 10 เท่า ใน 6 ปี จากปี 2548 ยอดขายไม่ถึง 2,000 ล้านบาท คาดว่าจะเป็น 1 หมื่นล้านบาทในปีนี้ และก้าวจากการเป็นบริษัทขนาดเล็กสู่บริษัทขนาดกลางที่มีความโดดเด่นในตลาดหลักทรัพย์ในปัจจุบัน
“สมชัย” วัย 54 ปี เป็นผู้ก่อตั้ง SNC ตั้งแต่วัยหนุ่ม เมื่อเขาอายุได้ 24 ปี โดยหลังจากจบปริญญาตรีรัฐศาสตร์ บริหารรัฐกิจ ได้เข้าไปรับราชการเป็นเจ้าหน้าที่พัสดุ สำนักงานพลังงานแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ระยะหนึ่ง ความที่ทำงานอยู่ในหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเงินเดือนน้อยและไม่ท้าทาย ทำให้เขาตัดสินใจออกมาตั้งโรงงานดังกล่าว
“ตอนรับราชการกินเงินเดือน เดือนละ 2,400 บาท ออกมาทำธุรกิจนี้มีรายได้เดือนละ 5,000 บาท ที่กล้าตัดสินใจออกมาทำเพราะเรารู้จักคนผลิตแอร์ เขาสอนให้ทำ เนื่องมาจากสมัยนั้นชิ้นส่วนแอร์นิยมสั่งเข้ามาจากการผลิตของบริษัทแม่ในต่างประเทศ ส่วนเงินทุนก็กู้มาจากธนาคารกสิกรไทย เนื่องมาจากผมเขียนโครงการเป็น เคยเป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อมาก่อน และได้รับเงินกู้เพราะมีลูกค้าที่รับซื้อสินค้าอย่างแน่นอน”
ปี 2524 โรงงานผลิตชิ้นส่วนแอร์ของ “สมชัย” จึงก่อกำเนิดด้วยสินทรัพย์ 8 แสนบาท และเงินกู้ 1.5 ล้านบาท พนักงานเพียง 5 คน ลูกค้ารายแรก คือ บริษัท เนชั่นแนล และบริษัท มิตซูบิชิ โดยผลิตชิ้นส่วนแอร์ส่ง 5,000 เครื่องต่อเดือน ทั้งปีทำแอร์ไม่ถึง 3 แสนเครื่อง เพราะส่วนใหญ่เป็นการสั่งชิ้นส่วนนำเข้ามาประกอบ สมัยนั้นต้องขึ้นรถเมล์เพื่อนำสินค้าไปส่ง
บริษัทนี้ล้มลุกคลุกคลานมาหลายระลอก อันเนื่องมาจากการเป็นเถ้าแก่มือใหม่ของ “สมชัย”
“บริษัทผมล้มแล้วลุกมาหลายครั้ง ครั้งแรกปี 2528 แล้วฟื้นในปีเดียวกัน จากนั้นล้มอีกครั้งในปี 2530 และฟื้นในปี 2537-2538 ซึ่งเป็นปีที่เปลี่ยนชื่อบริษัทเดิม อย่าให้ผมพูดเลยว่าชื่ออะไร มาเป็นคำนำหน้าชื่อลูกสาวสามใบเถาและดีเรื่อยมา”
สาเหตุของการล้มของบริษัทในสมัยนั้น คือสภาพคล่องทางการเงินที่หมุนเงินไม่ทัน เช็คเด้ง เพราะโหมบุกขยายงานอย่างหนักจนเกินกำลัง
“อย่างยอดขาย 2 ล้านบาทต่อเดือน ผมฮึกเหิมจะขยายเป็น 3 ล้านบาทต่อเดือน ทั้งที่สภาพไม่พร้อม ต่อมาเมื่อผมเข้าไปเรียนปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ การจัดการภาครัฐและเอกชน สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ทำให้มีวิธีคิดในการจัดการอย่างเป็นระบบมากขึ้นจากในอดีตที่ทำงานตามประสบการณ์ ประกอบกับได้มีการพัฒนาสินค้าร่วมกับลูกค้าทำให้บริษัทมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น จากในอดีตที่ลูกค้าซื้อเพียงอย่างเดียวไม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี พอบริษัทล้มทีลูกค้าก็แย่ตามไปด้วย”
ปี 2537 ชื่อบริษัทเดิมเปลี่ยนเป็น SNC พร้อมกับการถือกำเนิดครั้งใหม่ที่มั่นคงกว่าเดิม เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศประเภทชุดท่ออะลูมิเนียม ท่อทองแดง สำหรับสารทำความเย็นที่ใช้ในเครื่องปรับอากาศรถยนต์ เครื่องปรับอากาศภายในบ้าน และคอมเพรสเซอร์ เพื่อขายให้ลูกค้าผู้ผลิตสินค้าต้นแบบที่มีฐานการผลิตในไทยเป็นส่วนใหญ่ โดยการผลิตเป็นชุดท่อโลหะนี้จะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าทางหนึ่ง
พอย่างเข้าสู่ปี 2544-2546 ประสบการณ์เริ่มเก่งกล้ามากขึ้นจนสามารถทำยอดขายเข้าสู่หลักร้อยล้านบาทต่อยอดจนไปถึงเกือบแตะ 1,000 ล้านบาท และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปี 2547
ขณะนั้นที่บริษัทมีรายได้ 854 ล้านบาท กำไรสุทธิ 20 ล้านบาท และได้รับผลตอบรับที่มากถึงขนาดที่ลูกค้าโตมากขึ้น จนถึงขั้นต้องเปลี่ยนผู้แทนจำหน่ายเพื่อขยายงาน และได้นำโครงการต่างๆ ที่จะทำในอนาคตไปเขียนเสนอแผนกับธนาคารพร้อมรายชื่อลูกค้า ทำให้มีประสิทธิภาพในการกู้เพิ่มขึ้น
จุดหันเหสู่วงการตลาดทุน
“สมชัย” แห่ง SNC เล่าว่า เมื่อบริษัทล้มลุกคลุกคลานมาสองครั้งสองครา ทำให้หันมามองว่าหากนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ น่าจะมีเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยเขาหาทางออกในการขยายงานได้มากกว่าการกู้เงินจากธนาคารเพียงอย่างเดียว จึงเริ่มติดต่อบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส เพื่อดูแนวโน้มว่าถ้าเข้ามาทางนี้แล้วจะมีหนทางให้เลือกมากกว่านี้อย่างไร
เขากล่าวว่า กิจการต้องโตขึ้นเพราะลูกค้าโตขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่โตตามลูกค้าก็จะต้องเปลี่ยนไปใช้ที่อื่น แต่พอเอาโครงการต่างๆ เข้าไปขอสินเชื่อกับธนาคาร ธนาคารกลับบอกว่ามีสินทรัพย์เท่าไรก็เอาเงินกู้ไปเท่านั้น เริ่มต้นดีมีชัย
อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้วต้องยอมรับกติกาที่เข้มงวด
“สมชัย” บอกว่า “ต้องไปเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเราก่อน ต้องยอมถูกตรวจสอบให้รู้ว่าเราไม่ใช่เจ้าของบริษัทแต่เพียงผู้เดียว เปลี่ยนระบบการจัดการใหม่ซึ่งมีแต่ผลดี เพราะวางระบบแล้วเราแทบไม่ต้องทำงาน ระบบทำให้ข้อมูลแม่นยำขึ้น การสูญเสียในสายการผลิตจะหายไป”
ในระยะแรกของการเป็นบริษัทจดทะเบียนสำหรับ SNC นั้นถือว่ายากลำบากพอควร เพราะปีแรกที่เข้าตลาดบริษัทไม่ได้รับดาวสักแต้มเดียวจากการวัดระดับความมีธรรมาภิบาล
“สมชัย” เริ่มกลับมาทบทวนการทำงานและตั้งเป้าหมายว่าปีต่อไปจะต้องทำแต้มให้ได้ 2 ดาว เริ่มต้นจากการปลดภรรยาออกจากคณะกรรมการ รวมถึงการปลดพี่ชายตัวเองออกจากประธานคณะกรรมการบริษัทด้วย และเห็นว่าควรจะไปเพิ่มกรรมการอิสระ โดยเชิญบุคคลภายนอกเข้ามามากขึ้น
ผลจากจุดเริ่มต้นนี้ทำให้ SNC ได้คะแนนความมีธรรมาภิบาลถึง 5 ดาวด้วยกัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของการวัดระดับความโปร่งใสของบริษัทจดทะเบียนอีกด้วย
นอกจากนี้ ในแง่ของการทำงานก็ไม่ได้ง่ายเหมือนเช่นที่ผ่านมา เมื่อเข้ามาเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว การทำงานทุกอย่างต้องอยู่ในระบบทั้งหมด ทุกอย่างโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลทุกอย่าง เพราะการทำงานทุกอย่างจะเป็นที่จับจ้องของผู้ลงทุน ผู้ถือหุ้น รวมถึงพนักงานด้วย สิ่งเหล่านี้แลกมากับการระดมทุนที่ไม่มีดอกเบี้ย เพราะนั่นหมายความว่าคุณเอาเงินชาวบ้านมาใช้ ดังนั้นผู้ถือหุ้นกว่า 2,000 คนมีสิทธิที่จะด่าคุณได้ หากทำอะไรไม่ถูกต้อง
ตลอดเวลาที่ SNC เป็นบริษัทจดทะเบียน บริษัทได้เข้าร่วมโครงการบริษัทจดทะเบียนพบนักลงทุนทุกครั้งไม่มีขาด และภายในงานก็จะนำเสนอผลประกอบการด้านการเงิน ซึ่งเป็นกระจกวัดอดีต เพื่อสะท้อนให้นักลงทุนเห็นว่าสิ่งที่ได้พูดไปต้องทำให้ได้ ไม่เช่นนั้นหุ้นก็ไม่มีคนซื้อ
“อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ได้เปลี่ยนเรา ทำให้เราเป็นคนดี ทำให้เรามีเกราะป้องกันตัวเองมากขึ้น ทำให้เราขยายตัว ผลของการเข้าตลาดหุ้นทำให้เรามาได้จนถึงขณะนี้ ไม่งั้นเราก็จะไม่รู้ว่าเราอยู่ตรงไหน ซึ่งถือเป็นเรื่องอันตรายมาก”
หลังจากอ่านเรื่องนี้จนจบ คงไม่มีใครสงสัยว่าตำแหน่งผู้นำบริษัทจดทะเบียนทำไมต้องเป็นชายคนนี้
เรียกว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น







