
จัดเพอร์ตการลงทุนรับปีมังกร
ตลอดปี 2554 นี้ ถือเป็นปีที่ท้าทายสำหรับการลงทุน
ตลอดปี 2554 นี้ ถือเป็นปีที่ท้าทายสำหรับการลงทุน
ทั้งปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรป ส่งผลให้ภาวะการลงทุนมีความผันผวนค่อนข้างสูง อีกทั้งวิกฤตมหาอุทกภัยที่ส่งผลต่อการลงทุนและเศรษฐกิจภายในประเทศในช่วงปลายปีนี้ น่าจะเป็นจังหวะเหมาะของนักลงทุนในการทบทวนและประเมินผลการลงทุนในช่วงปีที่ผ่านมา ตลอดทั้งการวางแผนการลงทุนในปีหน้า โดยในคอลัมน์นี้จะขอแนะนำการจัดพอร์ตการลงทุนรับปีมังกร เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารเงินให้กับนักลงทุน
ส่วนแรก จะขอแนะนำให้สำรองเงินประมาณ 30% เพื่อลงทุนในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องใกล้เคียงเงินสด อายุน้อยกว่า 1 ปี เช่น ฝากธนาคาร หรือตั๋วเงินคลัง หรือลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ที่สามารถซื้อขายได้ทุกวันทำการ เพื่อรอโอกาสลงทุนและแบ่งส่วนหนึ่งไว้เผื่อสำรองฉุกเฉิน อย่างเช่นในปีที่ผ่านมา วิกฤตมหาอุทกภัยได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินอย่างมาก ซึ่งนักลงทุนบางท่านอาจไม่ได้เผื่อค่าใช้จ่ายตรงนี้เอาไว้ ดังนั้นจึงขอแนะนำให้ผู้ลงทุนทบทวนการจัดสัดส่วนเงินในส่วนนี้ด้วย
ส่วนที่ 2 ลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุคงเหลือมากกว่า 1 ปี ประมาณ 25% โดยแบ่งลงทุนในตราสารหนี้ในประเทศ ประมาณ 15% เช่น ตั๋วแลกเงิน หรือหุ้นกู้เอกชนคุณภาพดี โดยแนะนำให้คัดเลือกหลักทรัพย์รายตัว โดยพิจารณาจากอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของตราสารนั้นๆ ทั้งนี้ระยะเวลาที่น่าลงทุนนั้น ไม่ควรเกินกว่า 2 ปี เนื่องจากในปีหน้ารัฐบาลมีนโยบายการลงทุนและฟื้นฟูประเทศหลังจากวิกฤตมหาอุทกภัย ที่เรียกว่า “New Thailand” โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนสูงถึง 1 ล้านล้านบาท ซึ่งคาดว่ารัฐบาลจะต้องระดมเงินทุนจากภาคประชาชนด้วยการออกพันธบัตรรัฐบาล และจะส่งผลให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวกว่า 2 ปี ปรับตัวลง สำหรับส่วนที่เหลืออีก 10% ให้แบ่งส่วนลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศของประเทศในกลุ่มเอเชีย เช่น จีน เกาหลีใต้ และไต้หวัน ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ย้ายการส่งออกจากประเทศในกลุ่มยุโรปและสหรัฐมาส่งออกให้กับประเทศในกลุ่มเอเชีย ทำให้ผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มประเทศดังกล่าวได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจน้อย ประกอบกับประเทศในกลุ่มเอเชียมีความเสี่ยงในการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือน้อยกว่าสหรัฐและประเทศในกลุ่มยุโรป อย่างไรก็ดียังคงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในสถาบันการเงินและบริษัทในภูมิภาคยุโรป เนื่องจากมีความกังวลในเรื่องของความสามารถในการชำระหนี้ ส่วนสหรัฐ ขอแนะนำให้เลือกลงทุนในหลักทรัพย์เป็นรายตัว โดยพิจารณาจากข้อมูลบริษัทเป็นสำคัญ
ส่วนที่ 3 ลงทุนในหุ้นประมาณ 30% โดยแบ่งเป็น หุ้นในประเทศ 20% โดยเน้นลงทุนในกลุ่มค้าปลีก ธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มวัสดุก่อสร้าง ที่คาดว่าจะมีผลประกอบการที่ดีจากการบริโภคภายในประเทศ และแนะนำให้ลดการถือครองหุ้นในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี เนื่องจากมีรายได้ส่วนใหญ่มาจากการส่งออกไปยังสหรัฐและยุโรป และแบ่งส่วนลงทุนในหุ้นต่างประเทศ 10% โดยแนะนำให้ลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ประกอบธุรกิจในทวีปเอเชีย เช่น จีน และฮ่องกง ที่ยังคงเติบโตได้ดีในปีหน้าจากการบริโภคภายในประเทศ และหุ้นของบริษัทข้ามชาติที่มีแหล่งรายได้จากการประกอบธุรกิจไปทั่วโลก ซึ่งกลุ่มที่มองว่ายังคงเติบโตได้ ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ และกลุ่มอิเล็กทรอนิส์
ส่วนที่ 4 ลงทุนในทองคำ ประมาณ 10% ทั้งนี้มีปัจจัยสนับสนุนจากนโยบาย Operation Twist ของสหรัฐที่จะหมดลงในเดือน มี.ค. 2555 และคาดว่ารัฐบาลสหรัฐน่าจะมีการบังคับใช้ QE3 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อจากนโยบายเดิม นอกจากนี้วิกฤตหนี้ยุโรปซึ่งยังคงยืดเยื้อและไม่มีแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม ประกอบกับความต้องการซื้อทองคำจากธนาคารกลางต่างๆ เพื่อเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น น่าจะยังคงหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นได้อีกในปี 2555
สุดท้าย ลงทุนในน้ำมัน ประมาณ 5% เนื่องจากมองว่าจีนจะเป็นประเทศที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นได้ โดยเฉพาะความต้องการจากกลุ่มธุรกิจรถยนต์และปิโตรเคมี นอกจากนี้ความผันผวนและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ก็เป็นปัจจัยสนับสนุนราคาน้ำมันเช่นกัน
ทั้งนี้ คำแนะนำการจัดพอร์ตการลงทุนข้างต้นเป็นเพียงแนวทางหนึ่งสำหรับนักลงทุนเท่านั้น อย่างไรก็ดีนักลงทุนจะต้องทราบเป้าหมายการลงทุนของตนเองและพิจารณาถึงระดับความเสี่ยงที่รับได้ ประกอบกับศึกษาข้อมูลเชิงลึกในตราสารที่จะพิจารณาลงทุนอย่างถี่ถ้วน หรืออาจเลือกลงทุนในกองทุนรวม ที่มีที่ปรึกษาการลงทุนให้คำแนะนำการลงทุนมาช่วยวางแผนการลงทุนให้ และมีผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนเป็นผู้บริหารพอร์ต เพื่อผู้ลงทุนจะได้สามารถบรรลุเป้าหมายการลงทุนตามที่คาดหวังไว้
การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและคู่มือภาษีก่อนการตัดสินใจลงทุน







