
มิติใหม่ของการส่งเสริมการลงทุนของอินโดนีเซีย
นับตั้งแต่นายพลซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน รับตำแหน่งประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย
นับตั้งแต่นายพลซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน รับตำแหน่งประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย
โดย..ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
ทำให้ประเทศได้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ทั้งในด้านความมั่นคงทางการเมืองและด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ จากสถิติล่าสุดเมื่อปี 2553 อินโดนีเซียมีเศรษฐกิจ 7.067 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (เปรียบเทียบกับไทย 3.189 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) นับว่าใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเป็นอันดับที่ 18 ของโลก
สำหรับการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจการลงทุนนั้น ได้ปรับโครงสร้างหน่วยงานต่างๆ โดยเดิมอินโดนีเซียได้ควบรวมกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงการค้าเข้าด้วยกันตั้งแต่ปี 2538 ในสมัยประธานาธิบดี ซูฮาร์โต กลายเป็นกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า แต่มีเสียงบ่นกันมากในบรรดานักธุรกิจว่า ภายหลังการรวมเข้าด้วยกันรัฐมนตรีกระทรวงแห่งนี้สนใจการค้ามากเป็นพิเศษ ขณะเดียวกันได้ละเลยภารกิจในด้านพัฒนาอุตสาหกรรม ดังนั้นประธานาธิบดี ยูโดโยโน จึงสั่งการให้แยกออกเป็น 2 กระทรวงตามเดิม
นอกจากนี้ ได้ปรับโครงสร้างหน่วยงานคณะกรรมการประสานงานการลงทุน (BKPM) ซึ่งเป็นหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนของอินโดนีเซีย โดยเดิมอยู่ภายใต้กระทรวงการค้า แม้ว่าในทางปฏิบัติจะรายงานตรงต่อประธานาธิบดีก็ตาม โดยในปี 2550 ได้ปรับโครงสร้างโดยแยกหน่วยงาน BKPM ออกจากกระทรวงการค้าเป็นหน่วยงานอิสระ พร้อมกับยกระดับตำแหน่งประธานกรรมการของหน่วยงาน BKPM ให้มีฐานะเทียบเท่ากับรัฐมนตรี โดยขึ้นตรงต่อประธานาธิบดี เพื่อให้การประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทำได้ง่ายยิ่งขึ้น
สำหรับในด้านส่งเสริมการลงทุน เพื่อเร่งรัดโครงการลงทุนภายใต้แผนแม่บทเพื่อเร่งรัดและขยายการพัฒนาเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย โดยได้ออกประกาศเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การส่งเสริมการลงทุนใหม่เมื่อเดือน ส.ค. 2554 ดังนี้
ประการแรก กำหนดกิจการอยู่ในข่ายได้รับสิทธิและประโยชน์มี 5 สาขา รวม 87 ประเภทกิจการ จำแนกเป็น
หมวดโลหะพื้นฐาน 35 ประเภท
โรงกลั่นน้ำมันหรือเคมีอินทรีย์พื้นฐานที่ได้รับมาจากปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ 21 ประเภท
อุตสาหกรรมเครื่องจักรกล 17 ประเภท
พลังงานหมุนเวียน 10 ประเภท
อุตสาหกรรมผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคม 4 ประเภท
อนึ่ง นอกเหนือจากกิจการ 5 หมวดข้างต้น กระทรวงการคลังอาจจะพิจารณาให้การส่งเสริมหากเห็นว่าเป็นธุรกิจที่จะมีส่วนสนับสนุนอย่างมากต่อการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมของประเทศ
ประการที่สอง มูลค่าการลงทุนขั้นต่ำ 1 ล้านล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 3,600 ล้านบาท
ประการที่สาม ผู้ได้รับการส่งเสริมจะต้องฝากเงินขั้นต่ำ 10% ของมูลค่าเงินลงทุน ในธนาคารอินโดนีเซีย
ประการที่สี่ กิจการที่ได้รับการส่งเสริม อยู่ในข่ายได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5-10 ปี นับตั้งแต่เริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ และสามารถอนุมัติลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลกึ่งหนึ่งอีกเป็นเวลา 2 ปี รวมเป็นสูงสุด 12 ปี หากโครงการข้างต้นได้ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่บริเวณรอบๆ โครงการ
ประการที่ห้า ผู้ขอรับการส่งเสริมสามารถเป็นบริษัทอินโดนีเซียหรือบริษัทต่างชาติถือหุ้นข้างมาก
ประการที่หก จะต้องยื่นคำขอรับการส่งเสริมภายในปี 2557 ต่อประธานกรรมการ BKPM หรือต่อรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งใน 2 หน่วยงานข้างต้น ประเมินเบื้องต้นเกี่ยวกับโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในประเด็นต่างๆ เช่น มีโครงการที่ดำเนินการอยู่แล้วในอุตสาหกรรมนั้นๆ หรือไม่ สถานที่ตั้งโครงการอยู่ห่างไกลหรือไม่ เพื่อกระจายความเจริญไปสู่ส่วนภูมิภาค การใช้และถ่ายทอดเทคโนโลยี ฯลฯ โดยต้องดำเนินการพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 14 วันทำการ
หากเห็นว่าไม่ควรได้รับการส่งเสริม หน่วยงาน BKPM หรือกระทรวงอุตสาหกรรม จะส่งจดหมายตอบผู้ขอรับการส่งเสริม แต่หากเห็นว่าโครงการควรได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล จะส่งคำขอรับการส่งเสริมพร้อมข้อเสนอแนะไปยังกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาอนุมัติให้สิทธิและประโยชน์ต่อไป
การปรับเปลี่ยนนโยบายการลงทุนนับว่าได้รับการตอบรับทางบวกอย่างกว้างขวาง และปัจจุบันอินโดนีเซียกำลังเนื้อหอมที่จะเป็นแหล่งลงทุนสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้มีการคาดหมายว่าอินโดนีเซียจะสามารถพัฒนาเป็นเศรษฐกิจจากในปี 2553 มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 18 ของโลก ไปสู่อันดับที่ 10 ของโลก ภายในปี 2563 และเป็นอันดับที่ 6 ของโลก ภายในปี 2573







