
กูรูมองทองคำ 'ยังไม่เป็นขาลง'
ราคาทองคำที่ผันผวนมากในช่วงปลายปีนี้ ทำให้นักลงทุนต่างวิตกกังวลว่าราคาทองคำในปีนี้
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ราคาทองคำที่ผันผวนมากในช่วงปลายปีนี้ ทำให้นักลงทุนต่างวิตกกังวลว่าราคาทองคำในปีนี้จะเป็นขาลงอย่างชัดเจนหรือไม่ เนื่องจากตลาดมีความวิตกกังวลกับภาวะเศรษฐกิจโลก
แต่ในมุมมองของ ปกรณ์ สุขุม กรรมการผู้จัดการ บริษัท อัคราไมนิ่ง ผู้ทำเหมืองทองคำส่งออกเพียงรายเดียวในประเทศไทย ถือเป็นผู้ใกล้ชิดตลาดทองคำมากที่สุดคนหนึ่ง มองว่าราคาทองคำในปี 2555 ยังไม่เป็นช่วงขาลง แต่ราคาจะไม่เพิ่มขึ้นหวือหวาเหมือนในอดีตเท่านั้น
เขามองว่าราคาทองคำในตลาดโลกน่าจะวิ่งขึ้นลงอยู่ในระหว่าง 1,700-1,800 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งปลายปีราคาทองคำอยู่ที่ 1,600 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ จากราคาสูงสุดปีที่แล้วที่ทำสถิติไว้ที่ 1,900 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์
“การที่มองว่าทองคำไม่เป็นขาลง เพราะการถือทองคำยังมีความมั่นคงมากกว่าถือเงินตราต่างประเทศที่มีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ และคนที่จะเป็นผู้ซื้อทองคำรายใหญ่ของโลกจะยังคงเป็นธนาคารกลางทั่วโลก ที่จะลดการถือครองเงินมาถือทองคำแทน เพราะมีความมั่นคงกว่า” ปกรณ์ กล่าว
การที่มองว่าราคาทองคำยังไม่เป็นขาลง แต่ราคาจะไม่ขึ้นลงหวือหวา เพราะเศรษฐกิจสหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) ยังคงไม่ฟื้นตัวง่าย ทำให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่า เงินเหรียญสหรัฐแข็งเล็กน้อย แต่การถือเงินมีความเสี่ยง นักลงทุนจะหันมาหาทองคำต่อไป เนื่องจากไม่มีทางเลือกในการลงทุนมากนัก
หากราคาทองคำในตลาดโลกอยู่ที่ 1,700-1,800 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ราคาขายทองคำในประเทศก็จะตกประมาณบาทละ 2.7-2.8 หมื่นบาท
สำหรับราคาทองคำเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. แกว่งตัวอยู่ที่ระดับ 1,548-1,600 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ส่วนราคาขายปลีกทองคำมีการปรับราคาขึ้นลงเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. รวม 4 ครั้ง สะท้อนภาพราคาทองคำที่ยังผันผวน โดยทองคำแท่งรับซื้อคืนที่บาทละ 24,050 บาท และขายที่ 24,150 บาท ทองรูปพรรณรับซื้อคืนที่บาทละ 23,695.08 บาท และขายที่ 24,550 บาท ปรับขึ้น 300 บาท
ปกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัททำเหมืองทองและส่งออกสินแร่ไปที่ตลาดฮ่องกงเพื่อหลอมและตีตราจำหน่ายในต่างประเทศ แต่เห็นว่าในอนาคตหากไทยมีโรงงานหลอมทองคำเอง ก็ไม่ต้องส่งออกไปหลอมและนำกลับเข้ามาผลิตเป็นทองรูปพรรณ
“เรากำลังพิจารณาว่าจะร่วมทุนกับต่างชาติเจ้าของเทคโนโลยีมาตั้งโรงงานในประเทศไทยดีหรือไม่ แต่ก็จะต้องพิจารณา เพราะทองคำแท่งที่จะตีตราออกขายนั้นจะต้องได้รับความเชื่อถือในตลาดโลก” เขากล่าว
เขาแสดงความเป็นห่วงนักลงทุนว่า ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ความสนใจในการลงทุนทองคำสูงขึ้นมาก เดิมเป็นการซื้อเพื่อเป็นเครื่องประดับ แต่ปัจจุบันซื้อเพื่อลงทุน บางรายซื้อเพื่อเก็งกำไร ที่ควรจะต้องหาข้อมูลและมีความรู้ในเรื่องการดูแลความเสี่ยง เพราะไม่เช่นนั้นโอกาสที่จะขาดทุนจากการลงทุนก็มีหากตามตลาดไม่ทัน
ปกรณ์ กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลหันมาส่งเสริมอุตสาห กรรมนี้ เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีศักยภาพ มีวัตถุดิบของเราเอง ไม่ใช่ทำได้แล้วต้องขายออกไปแล้วนำกลับเข้ามาอีกที ขุดแต่ทรัพยากรไปขาย แต่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่ม
ปัจจุบัน อัคราไมนิ่ง ผลิตแร่ทองคำได้ปีละ 1.3 แสนออนซ์ ส่งออก 100% หากช่วงที่ราคาทองคำสูงอาจจะขุดสินแร่ขึ้นมาน้อย เพราะขายได้มูลค่าสูง แต่หากราคาต่ำก็อาจจะต้องขุดมาขายเยอะ เพื่อให้ได้มูลค่าการขายเท่าเดิม
ด้าน พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ รองประธานกรรมการ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล มองว่าสถานการณ์ทิศทางราคาทองคำขณะนี้มีการเคลื่อนไหวของราคาทองคำที่อิงกับเงินสกุลยูโร เห็นได้จากความสัมพันธ์ของราคาทองคำกับค่าเงินสกุลยูโร ซึ่งในระดับ 10 วัน อยู่ที่ 90% ขึ้นไป ทำให้กระแสข่าวทางฝั่งยุโรปค่อนข้างที่จะมีความสำคัญต่อราคาทองคำอย่างมากในช่วงนี้
แต่ทั้งนี้ยากต่อการคาดการณ์ ทำให้ในระยะสั้นราคาทองคำยังคงมีความผันผวนตามกระแสข่าวยุโรปเป็นหลัก ซึ่งคาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวระหว่าง 1,550-1,680 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือขายในประเทศบาทละ 2.3-2.5 หมื่นบาท
ทิศทางการลงทุนทองคำจากนี้จนถึงสิ้นปี มองว่ายังเป็นโอกาสดีสำหรับนักลงทุนที่จะเข้าทยอยซื้อสะสมสำหรับการลงทุนในระยะกลางและระยะยาว เนื่องจากราคาปรับตัวลดลงมาจากปัญหาหนี้ยุโรปที่ยังกดดันตลาดต่อเนื่อง
พวรรณ์ กล่าวว่า สถิติในช่วงปี 2552-2553 แสดงให้เห็นว่าราคาทองคำในช่วงปลายปีจนถึงต้นปี มักจะมีการปรับตัวลงในช่วงปลายปีเป็นลักษณะของการปรับฐานของราคาทองคำ แต่หลังจากเดือน ก.พ. ทิศทางของราคาทองคำจะมีการกลับตัวเปลี่ยนเป็นทิศทางขาขึ้น







