
เตรียมรับความเลวร้ายสุดๆ
อีกเพียงสัปดาห์กว่าๆ ก็จะหมดปี 2554 ซึ่งนับว่าเป็นปีกระต่ายที่ “ดุ” จริงๆ
อีกเพียงสัปดาห์กว่าๆ ก็จะหมดปี 2554 ซึ่งนับว่าเป็นปีกระต่ายที่ “ดุ” จริงๆ
โดย..รศ.ดร.เอกชัย นิตยาเกาตรวัฒน์
และคาดหมายว่าปีหน้าปีมังกรจะ “โหดกว่า” เพราะสถานการณ์ต่างๆ ที่คุกรุ่นในปีนี้ทำท่าจะเลวร้ายลงในปีหน้า
โดยปัจจัยเสี่ยงอันดับ 1 จะยังคงเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบยูโรโซนที่สำนักวิจัยของฝรั่งหลายๆ สำนักต่างส่งสัญญาณเตือนผู้ประกอบการให้ “Prepare for the Worst” หรือให้เตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่จะเลวร้ายสุดๆ ในปีหน้า
ในทัศนะของสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งที่อ่านเจอในวารสารของสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านความเสี่ยงนานาชาติ (Global Association of Risk Professional : GARP) เรียกว่า “มองโลกในแง่ร้าย” สุดๆ หรือที่ฝรั่งใช้คำว่าพวก “น้ำเหลือครึ่งแก้ว” (GlassHalfEmpty) เพราะเมื่อไปเปรียบเทียบกับวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2551 ล้วนมีสัญญาณที่เลวร้ายจากสถานการณ์ “หนี้ท่วม” ที่จะลากให้สถานะทางการเงินของยุโรปและสหรัฐเข้าสู่จุดแตกหัก (Breaking Point) โดยเฉพาะหนี้สาธารณะในยุโรปอาจทำให้บางประเทศในแถบนี้ “เอาไม่อยู่” แม้ผู้นำประเทศจะยังปากแข็งว่า “เอาอยู่” ก็ตาม
ความไม่เชื่อมั่นมีแนวโน้มลุกลามไปยังประเทศอื่นๆ เช่น ล่าสุดคือเบลเยียม ที่ถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือลงไป 2 ขั้น จนถึงอีกหลายประเทศในยูโรโซน (ฝรั่งเศสก็ถูกมองในแง่ลบว่าอาจไม่สามารถยืนได้ที่ระดับ AAA อีกต่อไป) ที่อาจถูกทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือ “ยกแผง” ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปยังสภาพเศรษฐกิจที่อัตราการบริโภคภายในลดลง และกระทบปริมาณการส่งออกของประเทศผู้ส่งออกในแถบต่างๆ ของโลก โดยเฉพาะในเอเชีย และสร้างสภาวะถดถอยแพร่หลายอย่างที่เคยเกิดขึ้นในปี 2552
สถานการณ์อันเลวร้ายถูกตอกย้ำด้วยการที่สถาบันการเงินและนักลงทุนต่างพากันขายสินทรัพย์ออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพันธบัตรของธนาคารและรัฐบาลในยุโรป ซึ่งปัจจุบันถูกมองว่าเป็นเผือกร้อน หรือ “มันร้อน” (Hot Potatoes) ในทัศนะตะวันตก แม้กระทั่งสินทรัพย์ที่เป็นสวรรค์ของลงทุนที่ปลอดความเสี่ยง (Safe Haven) อย่างทองคำก็ยังไม่เว้นที่จะถูกเทขายจนสูญเสียมูลค่าอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งนักลงทุนหันมาถือครองเหรียญสหรัฐ เพราะไม่เชื่อมั่นในเสถียรภาพของเงินสกุลยูโร
แม้ว่าประเทศต่างๆ ในสหภาพยุโรปจะมีข้อตกลงร่วมกันว่าจะ “รัดเข็มขัด” และลดการขาดดุลงบประมาณ แต่ปัญหาก็ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข
ไม่ต้องดูไกล เอาแค่หนี้ภาครัฐของอิตาลีและสเปนที่จะถึงกำหนดจ่ายในปีหน้ามีมูลค่าสูงถึง 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าคิดอัตราแลกเปลี่ยนคร่าวๆ ที่ 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มูลหนี้ที่พร้อมทะลักแนวกั้นงวดนี้สูงถึง 15.5 ล้านล้านบาท ซึ่งกระซิบกันดังๆ ว่า รัฐบาลทั้งสองประเทศยังไม่รู้ว่าจะเอามาจากไหน
การสร้างแนวป้องกันของภาคเอกชน คือ ต้องรักษาสภาพคล่องให้ดีที่สุด เพราะ “เงินทุน” จะเป็นแนวปราการที่มั่นคงที่สุดในการต้าน “มูลหนี้” ที่จะทะลักมาจากฝั่งยุโรป การลงทุนก็ต้องมองที่ “เสี่ยงต่ำ” มีดีมานด์ (Demand) หรือความต้องการที่คงที่หรือไม่เหวี่ยงมากนัก หรือในสินค้าบริการที่มี “ความยืดหยุ่น” (Elasticity) ต่อความต้องการที่ผันผวน เช่น ในหมวดสินค้าบริโภคที่คนต้องกินต้องใช้ ไม่ว่ารายได้หรือความมั่งคั่งจะลดลงไปก็ตาม และคงต้องมองการลงทุนที่มีสิทธิในการเรียกร้องในทรัพย์สิน (Claims on Assets) สูงๆ เช่น ในตลาดตราสารหนี้น่าจะปลอดภัยกว่าตลาดหุ้น
ที่เรียบเรียงข้างต้นเป็นทัศนะของฝรั่งที่มองเศรษฐกิจโลก ส่วนความเสี่ยงไทยๆ นอกจากผลพวงจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกแล้ว การเมืองบ้านเราก็ไม่น่าไว้วางใจ (การเมืองต่างประเทศจากการผลัดเปลี่ยนผู้นำของเกาหลีเหนือก็ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด) ส่วนภัยพิบัติทางธรรมชาติ (หรือความไร้สมรรถภาพในการจัดการกับภัยธรรมชาติ) ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถสร้างความเสียหายเหนือปัจจัยใดๆ
ไม่ว่าผู้นำทั้งหลายจะบอกว่าอย่างไรก็ตาม คงต้องเชื่อตัวเองและป้องกันไว้ก่อน เพราะถ้าความเดือดร้อนทะลักมาจริงๆ ความเสียหายที่เกิดขึ้นคงสุดจะเยียวยา และไม่มีใคร (แม้กระทั่งรัฐบาล) ที่จะช่วยชดเชยได้เพียงพอ







