
น้ำลดตอผุด(ตอนที่2)
ฉบับนี้ผมจะมากล่าวถึงตอที่แสดงถึงความอ่อนแอและความด้อยศักยภาพที่เหลือต่อจากฉบับที่แล้วว่ายังมีตออะไรอยู่อีกบ้าง
ฉบับนี้ผมจะมากล่าวถึงตอที่แสดงถึงความอ่อนแอและความด้อยศักยภาพที่เหลือต่อจากฉบับที่แล้วว่ายังมีตออะไรอยู่อีกบ้าง
ตอที่ 2 : ระบบและประสิทธิภาพของการบริหารจัดการ
น้ำท่วมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการขาดระบบการบริหารจัดการ ซึ่งพยายามมองในแง่ดีว่าเกิดจากเราไม่เคยประสบกับอุทกภัยใหญ่หลวงขนาดนี้ ถึงกระนั้นระบบที่มีอยู่เดิมก็จัดการอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เมื่อภาวะกดดันให้ต้องจัดการ ก็ยังจัดการอย่างไม่มีระบบ ใช้คนผิดๆ ถูกๆ ตัดสินใจผิดๆ ถูกๆ มีกระบวนการจะบริหารจัดการก็ไม่สามารถควบคุมให้ดำเนินการตามแผน ตามกระบวนการที่วางไว้ ตามหลักการบรรษัทภิบาลที่ดี คณะกรรมการต้องกำกับดูแลให้ฝ่ายบริหารจัดให้มีระบบการบริหารจัดการที่มีความรัดกุม มีประสิทธิภาพ มีระบบควบคุมเพื่อป้องกันความเสี่ยงและการทุจริตที่ดีเพียงพอและเหมาะสม ตลอดจนการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
ประเด็นที่น่าแปลกใจคือ การประสานงานระหว่างรัฐบาลและกรุงเทพมหานคร (กทม.) น้ำท่วม 2 เดือนค่อยสั่งซื้อเครื่องสูบน้ำ เครื่องสูบน้ำที่บอกว่ามีและเพียงพอกลับใช้งานไม่ได้ แสดงถึงการขาดการเตรียมการตรวจเช็ก เช่นนี้เรียกว่าขาดจิตสำนึกคุณภาพ ทำให้การบริหารจัดการบกพร่อง
อีกประเด็นที่ไม่เข้าใจเลย ทำไมรัฐบาลต้องคอยตอบปัญหารายวันเรื่องย้ายศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ผมเข้าใจว่าชื่อของศูนย์ก็บอกอยู่แล้วว่าศูนย์นี้ต้องตั้งอยู่ในสถานที่ที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมที่จะทำงานให้ความช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่ ถ้าน้ำมาทำงานไม่ได้ก็ต้องย้ายไปที่ที่มีความพร้อม ไม่เห็นจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นรายวัน ภายหลังน้ำท่วมตอก็โผล่จนมีคนตั้งข้อสงสัยว่าเพราะยังหาวิธีจัดการกับของบริจาคไม่ได้ใช่หรือไม่
ที่น่าสังเกตอีกประเด็นหนึ่ง ผมเห็นว่าเป็นความล้มเหลวของการบริหารส่วนท้องถิ่น ซึ่งไม่ใช่ความผิดของรัฐบาลนี้ แต่เป็นจุดบกพร่องของระบบการบริหารจัดการ ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้อำนาจของผู้บริหารท้องถิ่นหรือนักการเมืองที่อาจขาดประสบการณ์เรื่องการบริหารจัดการ ขาดความเป็นผู้นำ การจัดการกับปัญหาในพื้นที่ รวมถึงความเดือดร้อนในพื้นที่ ข้าราชการในระดับผู้นำในท้องถิ่นน่าจะรู้จักทั้งสภาพของพื้นที่และประชาชนดี น่าจะร่วมกับบรรดา สส. สก. สข. บริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิผลมากกว่ารอ ศปภ. การสร้างผู้นำต้องเปิดโอกาสให้บุคคลเหล่านี้แสดงฝีมือ นอกจากจะสร้างประสบการณ์เรื่องการบริหารจัดการกับบุคคลเหล่านี้แล้ว ยังทำให้บุคคลเหล่านี้มีบารมีเป็นที่เชื่อถือของประชาชนในท้องถิ่น มีปัญหาใหญ่เล็กสามารถจัดการในระดับท้องถิ่นก่อน ไม่ใช่ทำงานแบบเอาหน้า หาเสียง สอพลอให้ผู้ใหญ่ส่วนกลางไปแจกของ ในภาวะวิกฤตแบบนี้ผู้นำต้องสามารถแยกแยะความสำคัญของงานที่เหมาะสมกับหน้าที่รับผิดชอบ เหมือนเราจ้างคนเงินเดือนเรือนแสนคอยตรวจความสะอาดของห้องน้ำที่ทำงาน ทุกท่านคงเห็นด้วยว่าไม่ใช่และไม่เหมาะสมแน่
ตอที่ 3 : ทัศนคติและพฤติกรรมคนไทย
ไม่ทราบว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายที่เราได้เห็นจุดเปรียบเทียบของทัศนคติและพฤติกรรมของคนไทยในภาวะวิกฤตครั้งนี้กับคนญี่ปุ่นตอนเกิดสึนามิเมื่อต้นปี ได้เห็นความเห็นแก่ตัวคิดเอาตัวรอดของคนถูกน้ำท่วมส่วนใหญ่ และความเอื้ออาทรของคนถูกน้ำท่วมบางพื้นที่ที่คอยช่วยเหลือเพื่อนบ้านพื้นที่ข้างเคียงไม่ให้ถูกน้ำท่วม เพื่อจะได้มีกำลังช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ แต่ที่ได้เห็นได้ยินส่วนใหญ่คือ ข้าท่วม เอ็งต้องท่วมด้วย ความจริงเป็นเรื่องน่าเห็นใจมากๆ สำหรับผู้ถูกน้ำท่วมยาวนาน แต่การขาดความอดทน ขาดวินัย ส่วนหนึ่งเป็นความบกพร่องของผู้นำประเทศในอดีตจนถึงปัจจุบันที่ไม่ได้พัฒนาคุณภาพประชาชนให้ได้รับรู้วิธีปรับตัว มีจิตสาธารณะ มีวินัย อีกส่วนหนึ่งเกิดจากความบกพร่องทางการสื่อสารของรัฐให้ประชาชนเข้าใจและรู้ว่าควรปฏิบัติตามอย่างไรในภาวะฉุกเฉินแบบนี้ นอกจากนี้ผู้มีอำนาจตามพื้นที่ยังปล่อยคูคลองเต็มไปด้วยขยะและสิ่งกีดขวางทางน้ำ อนุญาตให้ปลูกสร้างรุกล้ำแนวที่ไม่ควรอนุญาต
หลังเกิดสึนามิไม่กี่วัน พิธีกรของทีวีช่องหนึ่งได้สัมภาษณ์ผู้อำนวยการสำนักข่าวสารญี่ปุ่นในประเทศไทย โดยตั้งคำถามว่าทำไมเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงจนบ้านช่องไม่มี หมดเนื้อหมดตัว แต่ภาพที่เห็นจากข่าวคนญี่ปุ่นดูมีความอดทน สงบนิ่ง และมีวินัยเข้าแถวรับของแจกยังชีพอย่างมีระเบียบ ท่านผู้อำนวยการให้ความเห็นว่า อาจเป็นเพราะคนญี่ปุ่นถูกสอนมาตั้งแต่เด็กให้รู้จักต่อสู้กับความยากลำบากให้ได้ทุกๆ สถานการณ์ และที่สำคัญต้องคิดถึงคนอื่นๆ เสมอ เกี่ยวกับเรื่องการให้ข้อมูลข่าวสารกับประชาชน ท่านยืนยันว่าคนญี่ปุ่นไม่พูดโกหก ยิ่งสถานการณ์อย่างนี้รัฐบาลต้องไม่โกหก รัฐบาลจะคอยสื่อข้อมูลความเคลื่อนไหวตลอดเวลา เพื่อให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์ เพราะขั้นแรกประชาชนต้องหาวิธีช่วยตัวเองก่อน แต่การช่วยตัวเองให้ถูกต้อง ต้องรู้วิธีและมีข้อมูลประกอบ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยได้ให้สัมภาษณ์และให้คำแนะนำแก่ผู้ถูกน้ำท่วมเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ผู้ถูกน้ำท่วมต้องคิดวิธีที่จะช่วยตัวเองก่อน ผู้ไม่ถูกน้ำท่วมต้องให้ความช่วยเหลือและเอื้อเฟื้อที่พักอาศัยให้ผู้ถูกน้ำท่วมและไม่มีที่อยู่ คุณวนิษา เรซ หรือหนูดี เขียนบทความตีพิมพ์ในกรุงเทพธุรกิจกายใจ ฉบับลงวันที่ 13 พ.ย. 2554 เล่าว่า ตอนเป็นนักศึกษาอยู่ที่รัฐแมรีแลนด์ มีประกาศจากทางการว่าจะมีพายุเฮอริเคน รัฐประกาศอย่างรวดเร็วว่าให้ประชาชนจะต้องรับมืออย่างไรเป็นขั้นเป็นตอน ประกาศซ้ำๆ ทั้งวันในวิทยุ ทีวี สื่อทุกสื่อ จนคุณหนูดียังจำขั้นตอนเหล่านั้นได้จนทุกวันนี้
อีกเรื่องหนึ่งที่อดเล่าไม่ได้ มีว่า เพื่อนร่วมงานสุภาพสตรีรุ่นน้องเมื่อกว่า 20 ปีก่อน แต่งงานกับชาวญี่ปุ่น มีลูกชายอายุ 16 ปี ตอนเกิดสึนามิ ไปเข้าแถวซื้อของในร้านสะดวกซื้อ ซึ่งให้ซื้อคนละ 2 ชิ้น หลังจากได้ของมา 4 ชิ้น คุณแม่กลัวไม่พอ ก็บอกลูกไปเข้าแถวอีกรอบ ลูกบอกแม่ให้กลับบ้านแล้วพรุ่งนี้มาเข้าแถวใหม่ดีกว่า เพราะเดี๋ยวคนอื่นจะไม่ได้ไปกินหรือใช้วันนี้ นี่เป็นเรื่องจริงที่ได้ยินด้วยตนเอง เพราะเพื่อนคนนี้สนิทกับภรรยาผมและเราจะไปทานข้าวกันทุกครั้งที่ครอบครัวเขามาเมืองไทย
อีกเรื่องคือ พฤติกรรมที่อัปยศที่เกิดขึ้นคือ การแอบอ้างเอาชื่อของตนไปใส่ในของบริจาคของผู้อื่น รวมทั้งนำไปแจกจ่ายแต่เฉพาะพวกพ้อง นี่เหมือนฉกฉวย ฉ้อโกง หรือปล้นคนที่เดือดร้อนหรือเปล่า
ตอที่ 4 : วัฒนธรรมและค่านิยมคนไทย
เราภูมิใจที่ไม่เคยตกเป็นประเทศราชใคร เราดีใจที่ไม่มีภัยธรรมชาติบ่อยๆ แบบประเทศอื่น เช่น ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เรามีน้ำใจ มีความเอื้ออาทร และอาจกำลังเสพติดกับประชานิยมด้วยหรือเปล่า ทำให้คนไทยไม่อดทน รักความสบาย เห็นแก่ตัว ไม่มีวินัย ไม่มีวิญญาณของนักต่อสู้และจิตสาธารณะ ผมประทับใจมากที่คนไทยจำนวนมากยังเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่บริจาคเงิน บริจาคของให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยเพียงเพื่ออยากให้เขาพ้นทุกข์ ไม่ได้คิดถึงสีถึงข้างใคร ไม่คิดเอาหน้า ออกมาให้กำลังใจ แต่งเพลงดีๆ มีความหมายไปปลุกปลอบใจ นี่คือตอที่ต้องรักษาไว้ แต่ไม่ใช่ทำเฉพาะมีภาวะเดือดร้อน อยากให้ช่วยกันใช้กิจกรรมเหล่านี้ทำบ่อยๆ จนเป็นค่านิยมและวัฒนธรรมที่ดีของคนไทยไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นหรือไม่ คนไทยโบราณสอนไว้แล้วว่าปลูกไม่พอ ต้องฝัง อบไม่พอต้องรม ต้องปลูกฝังและอบรมตั้งแต่เด็กและต่อเนื่อง จึงเกิดเป็นวัฒนธรรมที่ดีได้
ทั้งหมดนี้ ต้องการสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกของคนไทยคนหนึ่งที่ต้องการเห็นบรรษัทภิบาลและวัฒนธรรมที่ดีงามของสังคม อยากให้ผู้มีอำนาจหน้าที่พัฒนาตอเหล่านี้ให้เป็นเสาหลักที่งดงาม มีสง่า มีศักดิ์ศรีให้แก่ประชาชน ประเทศชาติ และนิวไทยแลนด์ มิฉะนั้นผมไม่กล้าจินตนาการเลยว่านิวไทยแลนด์ในอนาคตจะเลวร้ายน่าอนาถขนาดไหน ผมไม่อยากได้ยินชาวญี่ปุ่นระบายให้แคดดีในสนามกอล์ฟเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนว่า “ผมอายแทนคนไทยจริงๆ” และไม่อยากได้ยินคนไทยด้วยกันเองบ่นอยู่บ่อยๆ ว่า “สงสารประเทศชาติ” หรือ “สงสารประเทศไทย”







