
นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำกับผลกระทบต่อแรงงาน
นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ถูกกล่าวถึงมากในช่วงที่ผ่านมา
นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ถูกกล่าวถึงมากในช่วงที่ผ่านมา
โดย..รุจิระ บุญนาค
อันได้แก่ นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท และ 1.5 หมื่นบาท สำหรับผู้ที่จบปริญญาตรีนั้น ได้ผ่านการถกเถียงถึงข้อดีข้อเสียกันมาระยะหนึ่งแล้ว
ผู้ใช้แรงงาน สื่อมวลชน และนักวิชาการบางส่วนได้ออกมาสนับสนุนนโยบายนี้ เพราะเห็นว่าจะช่วยให้ผู้ใช้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีมีรายได้เพิ่มขึ้น และในที่สุดก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจในภาพรวมดีขึ้นด้วย
ด้านนายจ้างได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า นโยบายดังกล่าวจะทำให้ธุรกิจจำนวนมากต้องขาดทุน และอาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในภาพรวมให้ประเทศได้
มีข้อมูลทางธุรกิจที่น่าสนใจแสดงให้เห็นว่า ธุรกิจโดยส่วนใหญ่มีต้นทุนประมาณ 80% ของยอดขาย โดยมีค่าจ้างแรงงานคิดเป็น 20% ของต้นทุนทั้งหมด โดยแบ่งเป็นค่าจ้างแรงงานรายวันประมาณ 10% และค่าจ้างพนักงานรายเดือนประมาณ 10% หากธุรกิจต้องจ่ายค่าจ้างรายวันเพิ่มจาก 215 บาท เป็น 300 บาทต่อวัน โดยต้นทุนอื่นและยอดขายคงที่ จะทำให้กำไรหลังหักภาษีลดลงประมาณ 3.8%
เมื่อมาดูที่ตัวเลขค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นจาก 215 บาท เป็น 300 บาท หมายความว่าค่าจ้างจะถูกเพิ่มขึ้นในอัตรา 85 บาทต่อวัน หรือคิดเป็น 40%
หลังจากที่รัฐบาลประกาศจะดำเนินนโยบายค่าจ้างใหม่ ตามที่หาเสียงไว้ในช่วงเลือกตั้ง มีบริษัทเอกชนบางกลุ่มที่เห็นด้วย และได้มีการประกาศว่าบริษัทของตนจะดำเนินการจ่ายค่าจ้างตามนโยบายของรัฐบาลในทันที แต่ก็ถือได้ว่าเป็นส่วนน้อย โดยที่บริษัทเอกชนโดยส่วนใหญ่แสดงให้เห็นว่ายังไม่มีความพร้อม และได้ความเห็นว่ารัฐบาลไม่ควรดำเนินการตามนโยบายอย่างรีบเร่ง หรือประกาศขึ้นค่าจ้างครั้งเดียวเป็น 300 บาท แต่ควรค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้มีเวลาที่จะปรับตัว
การที่รัฐบาลจะเริ่มดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว จึงควรต้องศึกษาและชั่งน้ำหนักถึงผลดีผลเสียของนโยบายดังกล่าวอย่างถ่องแท้ เพราะหากไม่ศึกษาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น แม้จะได้ชื่อว่าได้ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาชน แต่ก็อาจกลายเป็นนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะกระทบต่อการจ้างงานและการลงทุนจากต่างประเทศได้ โดยเฉพาะหากนักลงทุนต่างชาติเห็นว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในประเทศไทยมีอัตราที่สูงจนส่งผลต่อต้นทุนการผลิต อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติอาจพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นที่มีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ต่ำกว่าประเทศไทยได้
หลายคนอาจเห็นว่า ข้อวิตกดังกล่าวจะเป็นการมองโลกในแง่ร้ายเกินไป แต่หากได้ติดตามข่าวสารด้านการลงทุนในช่วงนี้ หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ผ่านไป ปรากฏว่าขณะนี้กิจการบริษัท ซันโย ของประเทศญี่ปุ่นที่เคยมีโรงงานจำนวนมากอยู่ในประเทศไทย ได้ทำการย้ายฐานการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากประเทศไทยไปยังประเทศฟิลิปปินส์แล้ว ทำให้คนงานไทยต้องตกงานทันทีกว่า 2,000 คน ซึ่งผู้บริหารชาวญี่ปุ่นของบริษัท ซันโย ได้ให้เหตุผลว่า ยังมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการบริหารจัดการและการแก้ปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลไทย และนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน จะเป็นการเพิ่มภาระเป็นอย่างมากให้กับบริษัทในการประกอบธุรกิจในประเทศไทยต่อไปในภาวะเช่นนี้
กรณีที่เกิดขึ้นกับบริษัท ซันโย ของญี่ปุ่น อาจกลายเป็นกรณีตัวอย่างที่เกิดกับกิจการของนักลงทุนต่างชาติอื่นได้อีก หากรัฐบาลยังคงรีบเร่งดำเนินนโยบายดังกล่าวโดยไม่มีความพร้อม
ในส่วนของผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีใหม่ ซึ่งรัฐบาลก็มีนโยบายที่จะกำหนดให้ได้รับเงินเดือนเริ่มต้นที่ 1.5 หมื่นบาทนั้น หากมีการเร่งรีบดำเนินตามนโยบายดังกล่าว โดยไม่ศึกษาผลดีผลเสีย อาจส่งผลให้ผู้ที่จบปริญญาตรีใหม่โดยทั่วไปต้องอยู่ในภาวะที่หางานได้ยาก เนื่องจากนายจ้างมุ่งที่จะเลือกรับเฉพาะคนที่มีผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีถึงดีมากเท่านั้น ซึ่งเป็นเพียงส่วนน้อยของผู้ที่จบการศึกษาทั้งหมด ทำให้ผู้ที่มีผลการเรียนในระดับปานกลาง ซึ่งมีจำนวนมากอาจอยู่ในสภาวะที่หางานได้ยากหรือไม่มีงานทำได้ นอกจากนี้กรณีที่มีผู้ลาออกอาจทำให้นายจ้างไม่ประสงค์ที่จะรับคนทำงานใหม่เพิ่ม เพราะมีต้นทุนที่สูง นายจ้างก็จะมุ่งใช้แรงงานที่มีอยู่เดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุดก่อน ซึ่งจะทำให้ปริมาณการจ้างงานโดยรวมลดลง
นอกจากนี้ ผลกระทบสำคัญที่อาจเกิดขึ้นก็คือ ผลกระทบต่อกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) โดยเฉพาะธุรกิจของคนไทยที่ต้องแบกรับภาระค่าจ้างในอัตราที่สูงโดยไม่มีระยะเวลาในการเตรียมตัวที่เพียงพอ อันอาจทำให้ธุรกิจ SME ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้
ผลกระทบที่เล็งเห็นได้ว่าอาจจะเกิดจากการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ โดยไม่มีการเตรียมตัวที่ดีพอ อาจทำให้แทนที่จะเป็นประโยชน์ต่อลูกจ้างหรือประชาชนทั่วไป แต่กลับทำให้เกิดผลกระทบต่อการจ้างงานและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้







