
ทุนอิสราเอลใจถึงเดินหน้ามหานคร
โพสต์ทูเดย์
— เพซ ดีเวลลอปเมนท์ ยันตัดสินยึดทรัพย์ไม่กระทบโครงการหรูมหานคร ย้ำกลุ่มทุนอิสราเอลเดินหน้าร่วมทุนต่อนายสรพจน์ เตชะไกรศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ พร้อมด้วยผู้ร่วมทุนจากบริษัท อินดัสเทรียล บิวดิ้งส์ คอร์ปอเรชั่น (ไอบีซี) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนจากประเทศอิสราเอล เปิดเผยว่า การตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในวันที่ 26 ก.พ. และการชุมนุมต่อเนื่องของกลุ่มเสื้อแดง จะไม่ส่งผลกระทบกับยอดขายโครงการมหานคร
ทั้งนี้ เนื่องจากกลุ่มลูกค้าคนไทยเข้าใจปัญหา ขณะที่ลูกค้าชาวต่างชาติก็ไม่ได้กังวลมากนัก ที่สำคัญคือทุนต่างชาติจากอิสราเอลก็ยังเดินหน้าร่วมทุนโครงการนี้ให้แล้วเสร็จ
“
หลังจากเปิดขายมาแล้ว 3 เดือน มียอดขายแล้ว 1,700 ล้านบาท หรือ 14% จากยอดขายรวมทั้งโครงการ แบ่งเป็นลูกค้าคนไทยจองซื้อ 60% อีก 40% เป็นชาวต่างชาติ” นายสรพจน์ กล่าวนอกจากนี้ ในเดือน พ.ค.มิ.ย. จะเริ่มออกโรดโชว์ใน 4 ประเทศ ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และอังกฤษ คาดว่ากลางปีนี้จะมียอดขาย 40% จากนั้นจะปรับแผนการตลาดอีกครั้ง จากนั้นอาจจะชะลอการขายไประยะหนึ่ง เมื่อโครงการมีความคืบหน้าด้านการก่อสร้างจะสามารถขยับราคาได้
สำหรับโครงการมหานคร มี ความสูง 77 ชั้น จำนวน 194 ยูนิต ประกอบด้วย คอนโดมิเนียมหรู เดอะริทซ์คาร์ลตัน เรสซิเดนเซส ราคาขายตร.ม.ละ 2.23.3 แสนบาท หรือ ยูนิตละ 30300 ล้านบาทและคาดว่าเมื่ออาคารก่อสร้างเสร็จในอีก 3 ปีข้างหน้า ราคาขายจะอยู่ที่ 3.54 แสนบาทต่อตร.ม. และโรงแรมบางกอกเอดิชั่น มูลค่าโครงการ 1.8 หมื่นล้านบาท คาดทั้งหมดจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2556
อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้มีปัญหาการฟ้องดำเนินดดีกับบริษัทฯ จากสภาสถาปนิก เรื่องที่บริษัทใช้บริษัทสถาปนิกต่างประเทศออกแบบโครงการ ซึ่งสภาสถาปนิกได้ยื่นฟ้องคดีอาญากับ บริษัทฯที่ส.น.ลุมพินี นั้น บริษัทได้เข้าปากคำกับเจ้าพนักงานและชี้แจงต่อสภาสถาปนิก ว่า บริษัท มีสถาปนิกไทยเป็นคนดูแลการออกแบบ ส่วนบริษัท ต่างชาติเป็นผู้ร่วมงาน ขณะนี้บริษัทกำลังเลือก บริษัทสถาปนิกรายใหญ่ 23 รายในเมืองไทย เข้ามาเป็นสถาปนิกของโครงการ ปัจจุบันสามารถเปิดเผยรายชื่อได้ 1 ราย คือ บริษัท เอ 49







