
การลงทุนจากต่างประเทศกลับตัวไม่ทันถึงขั้นโคม่า
การลงทุนจากต่างประเทศเริ่มเข้าสู่ภาวะน่าเป็นห่วง หลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมแห่งชาติขึ้น &
การลงทุนจากต่างประเทศเริ่มเข้าสู่ภาวะน่าเป็นห่วง หลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมแห่งชาติขึ้น &<2288;
โดย...ทีมข่าวการเงิน
การลงทุนจากต่างประเทศเริ่มเข้าสู่ภาวะน่าเป็นห่วง หลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมแห่งชาติขึ้น แม้รัฐบาลจะพยายามเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนอย่างยิ่งยวด แต่ก็ไม่สามารถทำให้นักลงทุนเชื่อถือสิ่งที่รัฐบาลพูดเป็นรายวันได้
ภาพโรงงานอุตสาหกรรม 108 แห่ง จมน้ำใน 7 นิคมอุตสาหกรรมภาคกลาง ถือเป็นฝันร้ายของนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนญี่ปุ่นที่เป็นรายใหญ่ที่สุดที่เข้ามาลงทุนในไทย
บรรยากาศการลงทุนในประเทศ แม้จะมีการเพิ่มขึ้น แต่ก็ในอัตราที่ชะลอตัวลง โดยการลงทุนของภาคเอกชนขยายตัวสูง 13.8% ในปี 2553 แต่ในปี 2554 ก็ชะลอตัวลงมา โดยตลอด ไตรมาสแรกการลงทุนขยายตัว 12.6% และในไตรมาส 2 ขยายตัว 8.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ความสนใจลงทุนทั้งจากธุรกิจไทยและการลงทุนจากต่างประเทศถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ทรงตัวได้
ในไตรมาส 4 ของปีนี้ มหาอุทกภัยทำให้การลงทุนจากต่างชาติหดหายไปเกือบหมด นอกจากนี้ในวิกฤตไม่มีโอกาส เพราะรัฐบาลเองก็ไม่มีแผนการลงทุนที่ชัดเจนให้นักลงทุนดูว่าจะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมระยะยาวได้อย่างไร
ทำให้สถานะของไทยที่ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศจะยิ่งเผชิญการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้น
ในอดีตที่ไทยทิ้งห่างประเทศคู่แข่งส่วนใหญ่ในภูมิภาคอาเซียน แต่ในปัจจุบันความน่าดึงดูดของไทยในสายตาของต่างชาติเริ่มอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับหลายประเทศ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม
จากมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาในไทยในช่วงระยะ 3 ปีที่ผ่านมา บางปีมีระดับที่น้อยกว่าประเทศคู่แข่ง ขณะที่ในช่วง 7 เดือนของปี 2554 การลงทุนโดยตรงที่เข้ามาในไทยมีมูลค่าลดลงมาอยู่ที่ 4,167 ล้านเหรียญสหรัฐ น้อยกว่าในช่วงระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ระดับ 6,216.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ถึง 33%
ด้านการขอรับสิทธิประโยชน์ในการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นั้น จากข้อมูล 8 เดือน ของปี 2554 อยู่ที่ระดับ 2.692 แสนล้านบาท และจากการคาดการณ์ของบีโอไอ รวมทั้งปี 2554 น่าจะอยู่ในกรอบ 45 แสนล้านบาท น่าจะทรงตัวจากปี 2553 อยู่ที่ระดับ 4.913 แสนล้านบาท
หากเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ในอาเซียนแล้ว จะเห็นได้ชัดว่าสถานการณ์แข่งขันของไทยเริ่มอ่อนแอลงจากการจัดอันดับโดย WEF อันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง จากอันดับที่ 28 ในปี 2549 สู่อันดับที่ 39 ในปี 2553 ถอยห่างจาก มาเลเซีย ที่สามารถประคองสถานภาพทางการแข่งขันได้
ขณะที่อินโดนีเซียและเวียดนามตีตื้นขึ้นมาอย่างกระชั้นชิด แม้ยังเป็นรองไทยอยู่ก็ตาม ส่วนในด้านมูลค่าเงินลงทุนโดยตรงนั้น ประเทศอินโดนีเซียและเวียดนามก้าวกระโดดขึ้นมาใกล้ไทยและเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน
ทิศทางการลงทุนในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2554 มีโอกาสที่จะชะลอตัวจากปัจจัยความไม่แน่นอนหลายด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศและนโยบายของรัฐบาลที่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อสภาพแวดล้อมด้านการลงทุน ได้แก่ การปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท
การปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ในปี 2555 และเหลือ 20% ในปี 2556 เป็นมาตรการที่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่น่าจะได้รับประโยชน์จากต้นทุนภาษีที่ลดต่ำลง และจะทำให้กรอบภาษีเงินได้นิติบุคคลของไทยอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ามาเลเซีย จีน และบางประเทศในภูมิภาค
อย่างไรก็ดี มีความเป็นไปได้ว่าการลดอัตราภาษีดังกล่าวอาจมีการดำเนินการควบคู่ไปกับการปรับลดการให้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ ซึ่งความไม่ชัดเจนอาจทำให้นักลงทุนบางส่วนชะลอแผนการลงทุน แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งก็มีความเป็นไปได้เช่นกันว่านักลงทุนบางส่วนอาจจะยื่นขอรับการส่งเสริมก่อน เพื่อให้โครงการยังคงได้สิทธิประโยชน์ตามเกณฑ์เดิม
แต่รัฐบาลแน่ใจหรือว่าการให้ด้านหนึ่งและลดอีกด้านหนึ่งเป็นแนวทางที่ดีแล้ว เพราะหากเทียบสิทธิประโยชน์ของประเทศในภูมิภาคเดียวกันแล้ว ก็ยังเห็นได้ว่าประเทศต่างๆ ยังคงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศอยู่
อาทิ มาเลเซีย ที่เสนอทางเลือกการส่งเสริมให้กับนักลงทุนตามลักษณะของการทำธุรกิจ กล่าวคือ สำหรับธุรกิจที่สามารถทำกำไรได้ในระยะเวลาสั้นก็สามารถขอรับยกเว้นภาษีเงินได้ทั้งหมด 510 ปี (Pioneer Status) ส่วนธุรกิจอาศัยระยะเวลาในการทำกำไร ก็สามารถเลือกขอลดหย่อนค่าใช้จ่ายในส่วนของสินค้าทุนก่อนได้ 60% (Investment Tax Allowance)
ขณะที่ประเทศจีนให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีพิเศษแก่ธุรกิจที่เน้นการส่งออกเป็นหลัก โดยให้สิทธิประโยชน์นานสูงสุดถึง 11 ปี
สำหรับเวียดนามก็จัดสรรที่ดินสำหรับโครงการที่รัฐให้การสนับสนุน ซึ่งรัฐจะมอบที่ดินให้ดำเนินการและนักลงทุนยังสามารถนำสิทธิการใช้ที่ดินที่รัฐมอบให้นี้ไปเป็นหลักประกันการกู้เงินได้และสามารถโอนกำไรกลับประเทศได้โดยไม่ต้องเสียภาษี
ในส่วนของประเทศไทยนั้น ก็มีนโยบายเด่นที่เป็นตัวชูโรง ได้แก่ การยกเว้นภาษีเงินได้ทั้งหมด 38 ปี การยกเว้น/ลดหย่อน อากรขาเข้าวัตถุดิบและเครื่องจักรทุกชนิด เป็นเวลา 1 ปี การอนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น กรณีโครงการลงทุนที่ตั้งอยู่ในเขต 3 ให้หักค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า ค่าประปา 2 เท่า เป็นเวลา 10 ปี และการยกเว้นภาษีเงินได้ในส่วนของการวิจัยและพัฒนาเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งการให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ นี้จะแตกต่างไปตามที่ตั้งและประเภทของอุตสาหกรรมตามที่บีโอไอให้การสนับสนุน
หากจำนวนคนตกงานในปีนี้จะเฉียด 1 ล้านคนละก็ เห็นได้ชัดเจนว่าการคงนโยบายการส่งเสริมการลงทุนนั้นยังมีความจำเป็นต่อการเชิญชวนนักลงทุนทางตรงเข้ามาลงทุนพัฒนาเศรษฐกิจ แต่การปรับเปลี่ยนมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่เหมาะสมน่าจะเป็นไปในลักษณะที่สามารถแก้ไขจุดด้อยของนโยบายได้
จะหวังพึ่งการลงทุนจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้โตได้ 7% ตามที่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ ตั้งเป้าหมายไว้คงจะยาก เพราะปัญหาในประเทศยังมีอยู่อีกหลายเรื่อง ทั้งเรื่องเสถียรภาพการเมือง งบประมาณปี 2555 ที่จะต้องจัดสรรกันใหม่ การก่อหนี้เพิ่ม นโยบายประชานิยม เหล่านี้ล้วนยังไม่สามารถมั่นใจได้ว่าจะพึ่งพาเป็นเครื่องยนต์ผลักดันเศรษฐกิจได้
หากเราดูเบาการลงทุนจากต่างชาติ ไม่สามารถเรียกนักลงทุนกลับมาได้ รัฐบาลเตรียมแก้ปัญหาการว่างงานที่จะเพิ่มขึ้นได้เลย







