
ดีไลฟ์อินเตอร์เนชั่นแนล ชูมาตราบานขายตรงแบบไทย
ปัจจุบันมีผู้คนเกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรงในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 5 ล้านคน
ปัจจุบันมีผู้คนเกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรงในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 5 ล้านคน
มีทั้งเป็นผู้บริโภคซื้อกิน ซื้อใช้ และผู้ที่มุ่งทำธุรกิจเป็นรายได้หลักของครอบครัว และต้องถือว่าคนไทยเป็นคนที่ทำอาชีพนี้ได้ดีไม่แพ้ชาติอื่น อย่าง เทวัญ ใจงาม ประธานกรรมการ บริษัท ดีไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล เคยเป็นอดีตผู้นำในธุรกิจขายตรงที่ทำยอดขายถึง 50 ล้านบาท
“ตอนที่ออกจากบริษัทเดิม เพราะถูกบีบให้ต้องทำตามสัญญาที่ผูกมัดไว้ ซึ่งขณะนั้นมีค่าคอมมิชชันเดือนละ 35 แสนบาทต่อเดือน เราก็มองว่าเราจะสามารถหยุดและให้องค์กรทำต่อไปได้ เหมือนกับระบบขายตรงที่อื่น ที่ส่งต่อเป็นมรดกสู่ลูกหลาน แต่ปรากฏว่าบริษัทไม่ยินยอม เลยแยกทางกันเดิน” เทวัญ กล่าว
เหตุผลข้างต้น คือ จุดเริ่มต้นของการออกมาก่อตั้งบริษัทขายตรงของตัวเอง ในนาม บริษัท ดีไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล ตั้งแต่ปี 2548 และจะดำเนินการครบ 7 ปี ในปี 2555 ด้วยยอดสมาชิกกว่า 2 แสนคนทั่วประเทศ และแต่ละปีดีไลฟ์มีอัตราการเติบโตต่อเนื่องเป็น 100%
เทวัญ กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจดีไลฟ์เริ่มต้นด้วยสินค้า 1 รายการ เป็นสบู่ผสมน้ำผึ้ง และใช้แผนการจ่ายผลตอบแทนแบบสตาร์ สเตป เป็นขั้นบันไดแบบโบราณ เหมือนบริษัทขายตรงข้ามชาติอื่นๆ ใช้ ปัจจุบัน ดีไลฟ์ มีสินค้าสำหรับผู้จำหน่ายกว่า 50 รายการ และยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง หากปีนี้ไม่ถูกน้ำท่วมนาน 23 เดือน ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจในช่วงไตรมาสสุดท้าย เพราะสาขาของบริษัทถูกน้ำท่วมรวม 5 แห่ง
สำหรับปีนี้ ยอดขายคงได้ไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ที่ 120150 ล้านบาท แต่สำหรับปี 2555 คาดว่าจะทำยอดขายได้ถึง 200 ล้านบาท โดยจะมุ่งสร้างแบรนด์ดีไลฟ์ ให้เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้บริโภคมากขึ้น ผ่านการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ผ่านสื่อวิทยุและเคเบิลทีวี โดยใช้งบประมาณกว่า 10 ล้านบาทในปีหน้า
เทวัญ มีความเชื่อว่า ธุรกิจขายตรงของคนไทยสามารถแข่งขันกับต่างชาติได้อย่างแน่นอน และเป็นการมองตลาดที่แตกต่างกัน โดยดีไลฟ์ มุ่งจับกลุ่มเป้าหมายระดับรายได้ บี ลงมา แต่ขายตรงข้ามชาติส่วนหนึ่งจะจับกลุ่มเป้าหมายระดับบน ด้วยราคาสินค้าที่สูง ไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในเรื่องราคา ทำให้การขยายตัวของขายตรงข้ามชาติในประเทศไทยทำได้ระดับหนึ่ง
“บริษัทเรา ซึ่งเป็นการบริหารงานโดยคนไทย จะเข้าใจวัฒนธรรม ธรรมชาติของคนไทยที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคได้ดีกว่า เพราะวัฒนธรรม พฤติกรรมของคนไทย ในแต่ละภูมิภาคแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ไม่สามารถทำการตลาดในรูปแบบเดียวกันได้ ขณะที่บริษัทข้ามชาติอาจจะเข้ามามุ่งเจาะเมืองใหญ่เป็นหลัก ด้วยแผนการตลาดที่หวือหวาและมีสีสัน แต่ไม่ได้คำนึงถึงการตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างแท้จริง จึงมองว่ามีโอกาสอีกมหาศาลในการเจาะตลาดธุรกิจขายตรงในประเทศไทยนี้” เทวัญ กล่าว
สิ่งสำคัญอีกประการของดีไลฟ์ คือการสร้างศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรที่เรียกว่า ดีไลฟ์ เน็ตเวิร์ค อะคาเดมี่ เพราะปัญหาหลักของวงการขายตรง คือ คน การสร้างคน ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เทวัญ จึงมุ่งขยายศูนย์ฝึกอบรมนี้ให้ครอบคลุมทุกภาคทั่วประเทศไทย อย่างน้อย 10 ศูนย์ ปัจจุบันมีที่กรุงเทพฯ ภูเก็ต อุดรธานี นครราชสีมา จะเปิดเพิ่มที่อุบลราชธานี เชียงใหม่ พิษณุโลก ชลบุรี และหาดใหญ่ เป็นต้น
เทวัญ ย้ำว่า สำหรับเป้าหมายหลังจากนี้ ภายใน 3 ปี บริษัทวางเป้าหมายจะเป็นบริษัทขายตรง 1 ใน 10 ของประเทศไทย และระยะ 5 ปี จะขึ้นอยู่อันดับ 1 ใน 5 และรักษาระดับนี้ไว้ต่อไปในระยะ 10 ปีข้างหน้าด้วยยอดขายไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท







