
นิคมสหรัตนฯปรับแผนฟื้นฟูป้องน้ำท่วม
นิคมฯสหรัตนนครเตรียมปรับแผนฟื้นฟูกิจการเพื่อป้องกันน้ำท่วม หลังบสท.ไฟเขียวให้กู้เงินเพิ่มได้
นิคมฯสหรัตนนครเตรียมปรับแผนฟื้นฟูกิจการเพื่อป้องกันน้ำท่วม หลังบสท.ไฟเขียวให้กู้เงินเพิ่มได้
น.ส.มณฑนิจ สุทธิศิริ รองกรรมการผู้จัดการบริษัทเอสซีเอ็มบี ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ ของบริษัทสหรัตนนคร กล่าวว่า ขณะนี้นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนครอยู่ระหว่างการหารือปรับแผนการฟื้นฟูกิจการ เพื่อวางมาตรการป้องกันน้ำท่วมในระยะยาว โดยบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) ที่เป็นเจ้าหนี้ได้ให้การสนับสนุนและไม่ขัดข้องที่จะให้บริษัทสหรัตนนครกู้เงิน ภายใต้การบริหารแผนของบริษัทเอสซีเอ็มบี มาดำเนินการสร้างคันกั้นน้ำถาวร เพื่อให้นิคมฯ สามารถปฏิบัติงานต่อไปได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
ทั้งนี้ ได้ทำจดหมายส่งไปให้ธนาคารออมสินแล้ว เพื่อขอกู้เงินจากมาตรการสินเชื่อเพื่อพัฒนาระบบป้องกันอุทกภัย ที่มีรัฐบาลให้วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท อัตราดอกเบี้ยต่ำ 0.01% ระยะเวลา 7 ปี ซึ่งคงต้องมีการพิจารณาเงื่อนไขต่างๆ ร่วมกันอีกครั้ง ทั้งเรื่องการชำระหนี้ว่าจะมีการแบ่งชำระหนี้อย่างไรระหว่างเจ้าหนี้เก่า และเจ้าหนี้ใหม่ และวงเงินที่ทางบริษัทสหรัตนนครจะขอกู้ เป็นต้น โดยระหว่างนี้ก็ดำเนินการขั้นตอนทางกฎหมาย ขออนุญาตจากศาล เพื่อดำเนินการกู้เงิน ควบคู่ไปด้วย
สำหรับการออกแบบระบบป้องกันน้ำท่วมถาวรก็อยู่ระหว่างการดำเนินการ โดยมีหน่วยงานภาครัฐทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เข้ามาช่วยให้คำแนะนำ โดยคาดว่าจะจะต้องทำให้มีความสูงจากระเดินคันกั้นน้ำเดิมที่มีความสูงเพียง 1 เมตร และต้องทำในรูปแบบให้เข้าหลักการการขอกู้เงินจากธนาคารออมสินด้วย โดยมีกระทรวงอุตสาหกรรม และกนอ.เป็นผู้ยอมรับแบบ
อย่างไรก็ตาม ยังมีความเป็นห่วงในเรื่องมูลค่าการสร้างคันกั้นน้ำถาวรว่าจะมีมูลค่าสูง และจะมีช่องทางการหาแหล่งที่มาของการชำระหนี้อย่างไร เพราะแค่รายได้จากการเก็บค่าบริการอย่างเดียวคงไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมวงเงินที่จะกู้มาใหม่ โดยปัจจุบันนิคมฯมีรายได้จากการเก็บค่าสาธารณูปโภคประมาณ 6 ล้านบาทต่อเดือน เก็บจากผู้ประกอบการในราคา 700 บาทต่อไร่ต่อเดือน และเงินจำนวนนี้ก็เป็นเงินเพื่อนำมาหมุนเวียนจ่ายค่าดำเนินการในนิคมฯ ซึ่งในช่วงน้ำท่วม 2 เดือนที่ผ่านมาก็งดการเก็บค่าบริการจากผู้ประกอบการ หลังจากนี้จึงต้องดูว่าอาจมีการเก็บค่าสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้น โดยกนอ.จะต้องเป็นผู้พิจารณาเรื่องนี้
ขณะที่หนี้ก้อนเก่ากับทางบสท. แหล่งการชำระหนี้มาจากการขายที่ดิน โดยนิคมฯ ยังมีพื้นที่เหลือจำหน่ายอยู่ประมาณ 1,000 ไร่ เป็นพื้นที่ที่พัฒนาแล้วรอการขาย 300 ไร่ และที่ยังไม่มีการพัฒนาอีก 700 ไร่ ขณะนี้มีหนี้ที่จะต้องจ่ายตามแผนอีก 1,000 ล้านบาท โดยเริ่มชำระหนีไปแล้วตั้งแต่ต้นปี 2554 ในส่วนของเงินสดหมุนเวียน จำนวน 150 ล้านบาทรวมดอกเบี้ย เหลืออีกประมาณ 800 ล้านบาท ที่มีกำหนดระยะเวลาการชำระภายใน 4 ปี
“ประเมินความเสียหายในส่วนของนิคมฯ ไม่รวมความเสียหายของโรงงานอุตสาหกรรมไว้ประมาณ 20 ล้านบาท จากระบบน้ำ และไฟฟ้าที่เสียหาย โดยคาดว่าจะใช้เงิน 12-14 ล้านบาทในการฟื้นฟูระบบทั้งหมด และพร้อมให้บริการภายใน 1 เดือน” น.ส.มณฑนิจ กล่าว
น.ส.มณฑนิจ กล่าวว่า ผู้ประกอบการที่ลงทุนอยู่ในนิคมฯ ส่วนใหญ่ยังยืนยันที่จะลงทุนอยู่ไม่มีการย้ายฐานไปไหน ส่วนพื้นที่ที่เหลือก็ยังมีนักลงทุนสนใจที่จะมาซื้อที่ดินเพิ่มเติมอยู่ แม้ว่านิคมฯจะอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม โดยขณะนี้มีบริษัทกัลฟ์ โคเจนเนอเรชั่น มาติดต่อขอซื้อที่ 30 ไร่ ตั้งโรงไฟฟ้ากำลังการผลิต 120 เมกกะวัตต์ ขายเข้าระบบ และขายให้ผู้ประกอบการในนิคมฯ ซึ่งเป็นการขอซื้อก่อนที่จะมีเหตุการณ์น้ำท่วม







