
ปตท.ตั้งบริษัทลูกลุยท่อส่ง
ปตท.เล็งตั้งบริษัทลูก ลงทุนโครงการท่อส่งน้ำมันเหนืออีสาน หากซื้อหุ้นคืนจากแทปไลน์ไม่เป็นผล
ปตท.เล็งตั้งบริษัทลูก ลงทุนโครงการท่อส่งน้ำมันเหนืออีสาน หากซื้อหุ้นคืนจากแทปไลน์ไม่เป็นผล
นายณัฐชาติ จารุจินดา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางการลงทุนโครงการท่อขนส่งน้ำมัน เส้นภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมูลค่า 1.58 หมื่นล้านบาท ซึ่งอาจเลือกการตั้งบริษัทลูกขึ้นมาใหม่ เพื่อรองรับการลงทุนในโครงการดังกล่าว หากไม่สามารถเจรจาซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้นบริษัทต่างชาติของบริษัท ท่อส่งปิโตรเลียม (แทปไลน์)
ทั้งนี้ เดิมนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน ต้องการให้ ปตท.เข้าไปซื้อหุ้นเพิ่มจากสัดส่วนของผู้ถือหุ้นต่างชาติของแทปไลน์ เพื่อทำให้มีอำนาจมากขึ้นในการตัดสินใจการลงทุนโครงการท่อขนส่งน้ำมันฯ จากปัจจุบันที่ ปตท.ถือหุ้นอยู่ 33.19% แม้จะมีสัดส่วนการถือหุ้นที่มากที่สุด แต่การพิจารณาอนุมัติการลงทุนก็ต้องขอความเห็นจากผู้ถือหุ้นต่างชาติ ถ้านับรวมกันก็มากกว่า ปตท. ประกอบไปด้วย เอสโซ่ 20.66%, เชลล์ 14.87%, เชฟรอน 9.91%, คูเวตปิโตรเลียม 4.96%, ปิโตรนาส 3.97% และ บีพี 3.24%
นายพิชัย กล่าวว่า โครงการท่อขนส่งน้ำมันเหนือและอีสานจะทำให้การขนส่งน้ำมันเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะลดต้นทุนการขนส่งทางรถยนต์ ซึ่งทำให้ปัจจุบันราคาขายปลีกน้ำมันในต่างจังหวัดสูงกว่าในกทม. ทั้งๆที่มีน้ำมันมาจากแหล่งเดียวกัน จึงให้นโยบายไปเร่งเจรจาซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้นต่างชาติของแทปไลน์ เพื่อที่จะทำให้สามารถอนุมัติโครงการลงทุนได้เร็วขึ้น เพราะที่ผ่านมาผู้ถือหุ้นต่างชาติไม่สนใจกับการลงทุนโครงการใหม่
อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่ต้องการให้แทปไลน์ดำเนินการลงทุนโครงการท่อส่งน้ำมันครั้งนี้ เพราะสามารถเชื่อมโยงกับโครงข่ายท่อน้ำมันที่ดำเนินกิจการอยู่ ได้แก่ ท่อส่งน้ำมันศรีราชา, คลังน้ำมันลำลูกกาอากาศยานสุวรรณภูมิ และมาบตาพุดศรีราชาโรงกลั่นน้ำมันระยองโรงกลั่นน้ำมันสตาร์ปิโตรเลียม.
รายงานข่าวเพิ่มเติมว่าสำหรับโครงการท่อขนส่งน้ำมันเหนือและอีสานนั้นกรมธุรกิจพลังงานได้ศึกษาไว้ 2 แนวทาง คือการก่อสร้างท่อส่งน้ำมันจากจ.สระบุรีไปภาคเหนือ โดยผ่านจ.พิษณุโลกและจ.ลำปาง และแนวท่ออีกเส้นที่แยกไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยผ่านจ.นครราชสีมาและจ.ขอนแก่น รวมระยะทาง 958 กม. ใช้เงินลงทุนประมาณ 1.57 หมื่นล้านบาทซึ่งเป็นการเชื่อมต่อท่อขนส่งน้ำมันที่ส่งมาจากระยอง โดยมีจุดศูนย์กลางที่สระบุรี และสร้างคลังน้ำมันปลายท่อให้ห่างจากชุมชนอย่างน้อย 20 กม. ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และควรจะใกล้กับรางรถไฟด้วย ไว้รองรับกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินขนส่งทางน้ำมันทางท่อไม่ได้ก็สามารถขนส่งทางรถไฟแทน







