
กสิกรเชื่อดอกเบี้ยลงอีก0.5%
จับมือPIMCOหาตราสารหนี้ประเดิมลงทุนบราซิล1ปีได้4%
จับมือPIMCOหาตราสารหนี้ประเดิมลงทุนบราซิล1ปีได้4%
บลจ.กสิกรไทย เชื่อดอกเบี้ยนโยบายยังลงได้อีก 0.5% ในปีหน้า เชียร์ซื้อตราสารหนี้ 6-12 เดือน จับมือ PIMCO เลือกตราสารหนี้ ตปท. เพิ่มผลตอบแทน
นายชัชชัย สฤษดิ์อภิรักษ์ ผู้บริหารฝ่ายจัดการกองทุนตราสารหนี้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 3.25% นั้น ทำให้คาดว่ามีความเป็นไปได้ที่ กนง.จะปรับลดดอกเบี้ยลงได้อีกในการประชุมครั้งต่อไป
“ก่อนหน้านี้เราประเมินว่าจนถึงปลายปี 2555 กนง.จะลดดอกเบี้ยนโยบายได้เต็มที่ไม่เกิน 0.75% ซึ่งในครั้งนี้ลดไปแล้ว 0.25% จึงเหลืออีก 0.5% เพราะฉะนั้นในการประชุมครั้งหน้าจึงมีโอกาสที่จะคงดอกเบี้ยหรือลดดอกเบี้ยเท่านั้น สำหรับการลงทุนในระยะ 36 เดือนข้างหน้าเราจึงแนะนำให้ลงทุนในตราสารหนี้อายุ 6-12 เดือน จะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตราสารหนี้อายุ 3 เดือน” นายชัชชัย กล่าว
นายประเสริฐ ขนบธรรมชัย รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า ได้ร่วมมือกับ PIMCO ผู้จัดการกองทุนรวมตราสารหนี้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดย PIMCO จะช่วยวิเคราะห์และคัดเลือกตราสารหนี้ในภูมิภาคต่างๆ รวมทั้งติดตามการลงทุนและให้ข้อมูลด้านเครดิตของตราสารที่ลงทุนไปแล้ว
สำหรับกองทุนแรกที่ บลจ.กสิกรไทย จะเข้าลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศที่ผ่านการร่วมเลือกจาก PIMCO คือ กองทุนเปิดเค ตราสารหนี้ต่างประเทศ 1 ปี เอส (KFF1YS) ขนาดกองทุน 1 หมื่นล้านบาท โดยจะลงทุนตราสารหนี้ของสถาบันการเงินในประเทศบราซิล อาทิ เงินฝาก Itau Unibanco S.A. และตราสารหนี้ Banco BTG Pactual S.A. ซึ่งป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน
ทั้งนี้ คาดว่ากองทุนดังกล่าวจะให้ผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายเท่ากับ 4% ต่อปี โดยจะเสนอขายครั้งเดียวในวันที่ 1-7 ธ.ค.นี้
“ภาคเศรษฐกิจและภาคการเงินการธนาคารของบราซิลยังมีความแข็งแกร่งสูง แม้ว่าในมุมของเศรษฐกิจอาจจะมีความกังวลเรื่องของอัตราเงินเฟ้อและการขาดดุลการค้าอยู่บ้าง แต่ก็ถือเป็นเรื่องปกติของประเทศกำลังพัฒนาที่มีการขยายตัวสูง แต่ที่ผ่านมาทั้งอัตราเงินเฟ้อและยอดการขาดดุลการค้าก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่องและการฟื้นตัวของภาคการส่งออก ส่วนภาคการเงินธนาคาร แม้จะมีการขยายตัวของสินเชื่อค่อนข้างมาก แต่ทางการของบราซิลก็ได้กำหนดอัตราส่วนกันสำรองเงินฝากเอาไว้ถึง 32% ซึ่งนับเป็นอัตราที่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศไทยซึ่งกำหนดไว้เพียงแค่ 6% และหากจะมองกันที่อัตราเงินทุนสำรองของธนาคารก็มีการกำหนดขั้นต่ำไว้ที่ 11% ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่สูงกว่ามาตรฐานโลก จึงทำให้เชื่อมั่นได้ว่าภาคการเงินยังคงมีความแข็งแกร่งสูง และโดยภาพรวมแล้วตราสารหนี้ในบราซิลจะยังเป็นทางเลือกที่ดีและสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่น่าสนใจให้แก่ผู้ลงทุนได้” นายประเสริฐ กล่าว







