
ระทึกศึกภาษีดีเซล
“พลังงาน” เห็นใจประชาชน เสนอต่ออายุลดภาษีสรรพสามิตตรึงดีเซล คลังอิดออดเหตุรายได้ทรุด
“พลังงาน” เห็นใจประชาชน เสนอต่ออายุลดภาษีสรรพสามิตตรึงดีเซล คลังอิดออดเหตุรายได้ทรุด
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 พ.ย. คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ไม่มีการหารือมาตรการชะลอการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเพื่อตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ที่จะสิ้นสุดในสิ้นปี 2554 เพราะต้องปรึกษากับกระทรวงการคลังก่อน และน่าจะได้ข้อสรุปก่อนหมดอายุมาตรการ
อย่างไรก็ดี นายพิชัย ยืนยันว่ากระทรวงพลังงานมีความเห็นว่า ขณะนี้ประชาชนกำลังเดือดร้อนจากเหตุการณ์น้ำท่วม ควรจะตรึงราคาน้ำมันไว้เพื่อช่วยเหลือประชาชนไปก่อนระยะหนึ่ง
ด้านนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมช.คลัง ระบุว่า นายพิชัยจะหารือกับกระทรวงการคลังในสัปดาห์หน้า เพื่อหาข้อยุติว่ารัฐบาลจะต่ออายุมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลหรือไม่ โดยปัจจุบันเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลิตรละ 0.01 บาท ขณะที่เพดานภาษีอยู่ที่ลิตรละ 5.30 บาท ซึ่งการเพิ่มภาษีขึ้นมาจะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่ม
“เราก็เห็นใจประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน และภาคเอกชนมีภาระในการฟื้นฟูความเสียหายจากน้ำท่วม แต่ต้องหารือกันว่าตกลงเราจะปรับขึ้นภาษีหรือไม่ และหากปรับขึ้นจะปรับเท่าไหร่ เต็มเพดานหรือไม่” นายบุญทรง ระบุ
ทั้งนี้ การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่ผ่านมา ทำให้รายได้กรมสรรพสามิตหายไปประมาณ 9,200 ล้านบาทต่อเดือน
นายพิชัย ระบุว่า มีมติอนุมัติ กพช.เห็นชอบให้กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานสนับสนุนเงินจากกองทุน 1 หมื่นล้านบาท เพื่อเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย ได้แก่ อาคารและที่อยู่อาศัย การลงทุนเครื่องจักร อาทิ มอเตอร์ไฟฟ้า ปั๊มสูบน้ำ และเครื่องใช้ไฟฟ้า
คณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน จะเรียกประชุมเร็วๆ นี้ เพื่อพิจารณาแนวทางการสนับสนุนและการจัดสรรเงินกองทุนต่อไป
นอกจากนี้ กพช.มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกน้ำมันเบนชิน 91 ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2555 เป็นต้นไป เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ และเพิ่มปริมาณการใช้เอทานอล 8 แสนลิตรต่อวัน หรือ 19-21 ล้านลิตรต่อเดือน สร้างมูลค่าอุตสาหกรรมเอทานอลได้ 404-447 ล้านบาทต่อเดือน และเห็นชอบแผนอนุรักษ์พลังงานระยะ 20 ปี (2554-2573) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 206 ล้านตันในปี 2573







