
หอการค้าประเมินสถานภาพธุรกิจผู้ประกอบการลดลง
สถานภาพธุรกิจผู้ประกอบการลดลง ยอดขายสินค้า กำไร วัตถุดิบ สต๊อกสินค้าลดลง ด้านต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นพร้อมแนะกนง.ลดดอกเบี้ย 0.5% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดภาระการเงิน
สถานภาพธุรกิจผู้ประกอบการลดลง ยอดขายสินค้า กำไร วัตถุดิบ สต๊อกสินค้าลดลง ด้านต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นพร้อมแนะกนง.ลดดอกเบี้ย 0.5% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดภาระการเงิน
นางเสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพของธุรกิจไทยไตรมาสที่ 4 และคาดการณ์ทั้งปี 2554 และปี 2555 จากผู้ประกอบการทั่วประเทศจำนวน 701 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 22-26 พ.ย. 2554 พบว่า ผู้ประกอบการ 92.7% ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ รวมทั้งแหล่งวัตถุดิบหรือผู้จัดหาสินค้า (ซัพพลายเออร์) จำนวน 76.5% ก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ส่งผลให้สถานภาพธุรกิจของผู้ประกอบการ 74.4% มีสถานภาพลดลง โดยยอดจำหน่ายสินค้าจะลดลง 8.7% กำไรลดลง 10.8% แหล่งวัตถุดิบลดลง 11.9% สต๊อกสินค้าลดลง 15.2% และต้นทุนเพิ่มขึ้น 12.9%
ทั้งนี้ แนวทางแก้ไขปัญหาในกรณีผู้ปประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ผู้ประกอบการ 34.9% หยุดดำเนินการชั่วคราว 32.9% รอจนกว่าแหล่งผลิตหรือผู้จัดหาจะส่งสินค้าให้ได้ 17.2% เปลี่ยนไปทำอย่างอื่นก่อนชั่วคราว และ 15% หาแหล่งวัตถุดิบหรือผู้จัดหารายอื่นแทน
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการคาดการณ์ว่าสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบันจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจประมาณ 2-3 เดือน ระยะเวลาการแบกรับภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ในกรณีที่ไม่มีรายได้ประมาณ 2-3 เดือน และคาดว่าธุรกิจจะฟื้นกลับมาเหมือนเดิมใช้ระยะเวลาประมาณ 4-5 เดือน
“ผู้ประกอบการคาดการณ์การขยายตัวของประเทศไทยปี 2554 ส่วนใหญ่ 30.3% ตอบว่าจะขยายตัว 1.51-2.0% รองลงมา 27.6% ตอบว่า 2.01-2.50%” นางเสาวนีย์ กล่าว
เมื่อถามถึงความพึงพอใจกับนโยบายการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 43.6% พอใจน้อย 40.7% ปานกลาง 15.5% พอใจมาก 0.1% ไม่พึงพอใจเลย โดยสิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการในปัจจุบันทั้งดูแลและช่วยเหลือธุรกิจที่ประสบภัยคือ ต้องการเงินชดเชย เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม ลดภาษีให้กับผู้ประสบอุทกภัย ให้เงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า น้ำท่วมกระทบทุกภาคส่วนของธุรกิจ ทำให้เศรษฐกิจในไตรมาส 4 ชะลอตัวลดลง 4% ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูธุรกิจ 2-3 เดือน คาดว่าไตรมาส 1 ในปี 2555 เศรษฐกิจจะค่อยๆขยายตัวดี โดยทั้งปีหน้าเชื่อว่าจีดีพีจะขยายตัวได้ที่ระดับ 4-5% ส่งออกขยายตัว 8-10% และเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 3.5-4% โดยปัจจัยเสี่ยงในปีหน้ายังคงเป็นปัญหาเศรษฐกิจโลก ที่จะชะลอตัวลงจนจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย
ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการจ้างงานอย่างเต็มที่ เพื่อเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ รวมถึงคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ควรจะลดดอกเบี้ยลง 0.5% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวเร็ว และลดภาระทางด้านการเงิน โดยควรจะลดดอกเบี้ยและตรึงไว้เป็นเวลา 3-6 เดือน
“คาดว่าเศรษฐกิจน่าจะเริ่มโงหัวขึ้นไตรมาส 1 ปีหน้า ภายใต้เงื่อนไขว่ารัฐบาลต้องเร่งฟื้นกำลังซื้อประชาชนและดูแลต้นทุนไม่ให้สูง เพราะนอกจากปัญหาน้ำท่วมแล้วธุรกิจยังกังวลเรื่องปัญหาเศรษฐกิจโลก ส่วนเรื่องการว่างงาน เชื่อว่าจะมีการว่างงานชั่วคราว 3-4 แสนคน หรือ 1-1.2% ต่อจีดีพี แต่ในไตรมาส 1 เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวก็เชื่อว่าการจ้างงานจะคืนมา” นายธนวรรธน์ กล่าว







