
รายย่อย/ต่างชาติมองคนละมุม
สัปดาห์นี้ใครว่าเป็นสัปดาห์อันตราย มีนักลงทุนหลายคนไม่เชื่อ เห็นได้จากดัชนีหุ้นไทยกลับทะยานขึ้นแรงผิดคาด 2 วันบวกแรงกว่า 15 จุดต่อเนื่องจากวันศุกร์ นักลงทุนต่างชาติและสถาบันในประเทศเฮโลช้อนของ โดยไม่สนใจว่าบ้านเมืองจะเกิดอะไรขึ้นหลังวันตัดสินคดียึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรี
ขณะที่นักลงทุนรายย่อยที่ทยอยเก็บของมาตั้งแต่ดัชนีอ่อนยวบลงไปแถวๆ 680 จุด สบโอกาสขายทำกำไรออกมาต่อเนื่อง และวันที่ 23 ก.พ. ยังทิ้งของอีก 3,632 ล้านบาท ขณะที่ต่างชาติซื้อ 1,775 ล้านบาท สถาบันเก็บ 1,008 ล้านบาท และพอร์ตบริษัทหลักทรัพย์ซื้อ 849 ล้านบาท ทำให้ดัชนีปิดที่ระดับ 715.58 จุด พุ่งขึ้น 9.78 จุด หรือ 1.39% มูลค่าซื้อขายโป่ง 21,706 ล้านบาท
ปัจจัยอะไรทำให้นักลงทุนรายย่อยมองต่างมุมกับนักลงทุนสถาบัน และหากรายย่อยมองผิดข้าง ทุกอย่างสงบเรียบร้อยดี ก็มีโอกาสที่ดัชนีหุ้นจะแตะแนวต้านใหม่ที่ 720 จุดและถัดไปที่ 750 จุด !!!!
สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล หรือ
“เสี่ยปู่” นักลงทุนรายใหญ่ กล่าวว่า ไม่แปลกใจที่ต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นหนักในช่วงนี้หรือก่อนตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท เนื่องจากต่างชาติไม่กลัวหรือกังวลการเมือง ส่วนกองทุนสถาบันที่เข้ามาซื้อไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเป็นกองทุนใดสำหรับเสี่ยปู่ ขณะนี้ถือหุ้นเต็มพอร์ต ไม่ได้ขายออกมา เพราะเชื่อว่าหากผลตัดสินออกมา ดัชนีหุ้นจะปรับตัวลงแค่ชั่วคราว หลังจากนั้นมองการลงทุนดีไปถึงปลายปี ดัชนี 800 จุด
“
ไม่แปลกใจที่ต่างชาติหรือสถาบันเข้ามาซื้อ เพราะคาดคะเนการตัดสินในทางที่ดี แต่เดาไม่ถูกว่าเป็นต่างชาติที่ใดซื้อหรือกองทุนไหนช่วยซื้อ” เสี่ยปู่ กล่าวแหล่งข่าวโบรกเกอร์ เปิดเผยว่า รู้สึกแปลกใจที่กองทุน/สถาบัน เข้ามาซื้อหุ้น คาดว่าเป็นกองทุนที่เป็นเครื่องมือของรัฐ ถูกสั่งเข้ามาซื้อสร้างภาพลักษณ์ก่อนวันตัดสินคดี เพื่อไม่ให้ภาพตลาดดูแย่ และนักลงทุนแห่ขายหุ้น เพราะจะกระทบลามไปถึงการขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างๆ ได้
“
ต่างชาติที่เข้ามาซื้อก็ไม่รู้ว่าเป็นฝรั่งหัวดำที่อ้อมไปซื้อหุ้นข้างนอกบ้านหรือเปล่า แต่เชื่อว่านักลงทุนในประเทศเล่นกันเองช่วงนี้ หลังจากดัชนียืน 700 จุดได้ ซึ่งตรงนี้ต้องระวัง ภาพการเมืองยังไม่ชัดเจน” แหล่งข่าวเปิดเผยสุชีล นารูลา กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย กล่าวในงานเสวนา
“กรองอุตสาหกรรมเด่น เฟ้นหุ้นดี รับปีขาล” ว่า สาเหตุที่ดัชนีหุ้นเพิ่มขึ้นได้ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลจากการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ ไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมาออกมาดีกว่าที่คาดอย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดหุ้นในปีนี้จะแกว่งตัวแม้เศรษฐกิจดีขึ้นก็ตาม เพราะจะได้รับแรงกดดันจากปัจจัยต่างประเทศกรณีกลุ่มประเทศยุโรป เพราะนอกจากปัญหาประเทศกรีซแล้ว ยังมีความเป็นห่วงประเทศอิตาลีเพราะมีหนี้สาธารณะสูงกว่า 100% ซึ่งมีสัดส่วนของน้ำหนักเศรษฐกิจของกลุ่มยุโรปสูงถึง 17%
จากปัจจัยนี้กดดันให้เงินยูโรอ่อนค่าและเหรียญสหรัฐแข็งค่า และเป็นสาเหตุให้หุ้นเอเชียปรับตัวลดลง
ขณะเดียวกันสหรัฐอเมริกาอาจออกมาตรการห้ามไม่ให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ให้กับกองทุนระยะสั้น (เฮดจ์ฟันด์) ซึ่งหากออกมาจริงจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทย เพราะตลาดหุ้นไทยนั้นมีเงินทุนระยะสั้นไหลเข้าลงทุนระดับสูง
“
ในระยะสั้นตลาดหุ้นมีความเสี่ยงพอควร แต่ 23 เดือนนี้จะมีการจ่ายเงินปันผลออกมา ถือเป็นกลยุทธ์เข้ามาช่วยเสริม” สุชีล กล่าวส่วนหุ้นที่น่าสนใจเข้าลงทุน อาทิ กลุ่มอุปโภคบริโภคภายในประเทศ เช่น โรงพยาบาล โรงแรม ส่วนกลุ่มพลังงานนั้นบริษัทให้ความสนใจถ่านหินเพราะทิศทางราคาสูงขึ้น
และเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ฝ่ายวิจัยของบริษัทเพิ่งปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มสื่อสารเป็นมีน้ำหนักเหนือตลาด เนื่องจากมีการจ่ายปันผลระดับสูง เช่น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC)
ธีรนาถ รุจิเมธาภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ เปิดเผยว่า หุ้นดีขึ้นตามตัวเลขเศรษฐกิจแต่ละตัว ดีกว่าที่คาดกันไว้ และแรงซื้อหุ้นปันผล ช่วยกลบเกลื่อนประเด็นความร้อนแรงทางการเมืองได้บ้าง
“
หุ้นปันผลช่วยพยุงตลาดหุ้นได้ไปถึงเทศกาลการจ่ายเงินปันผลจริงในเดือน เม.ย.พ.ค แต่ดัชนีจะขึ้นไม่แรงเพราะมีแรงขายทำกำไรออกมาตลอด”ดัชนีหุ้นที่ขึ้นมาถึงตอนนี้ร่วมๆ 5% แล้ว นับว่ามาไกลเกินกว่าหลายฝ่ายคาดการณ์ ท่ามกลางอนาคตที่ยังมองไม่เห็น นักลงทุนคนใดตัดสินใจขายหุ้นออกไปแล้วอย่าเพิ่งรีบเข้าไปซื้อ และไม่ต้องกลัวตกรถ เพราะตลาดหุ้นมีขึ้นแล้ว ก็จะมีอ่อนตัวลง ให้เป็นจังหวะซื้อของ!!







