
เศรษฐกิจไทยอ่วมจมน้ำมิดหัว
คลังระบุเป็นภาวะเลวร้ายที่สุดเสนอกู้เงิน4แสนล.มากระตุ้น
คลังระบุเป็นภาวะเลวร้ายที่สุดเสนอกู้เงิน4แสนล.มากระตุ้น
เศรษฐกิจติดหล่ม สศค.ปรับลดเหลือ 1.7-2% แต่มั่นใจ ปีหน้ากระโดดไปได้ถึง 5% เหตุรัฐเร่งอัดงบขาดดุลลงไป 4 แสนล้านบาท สอดคล้องกับเอชเอสบีซี
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นภาวะเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุด เพราะเหตุการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดทั่วประเทศส่งผลให้ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น การบริโภคของประเทศ การผลิตและการลงทุนของภาคเอกชนถึงขั้นติดลบ แต่มั่นใจว่าเศรษฐกิจโดยรวมจะเริ่มดีขึ้นในเดือน พ.ย.และ ธ.ค.นี้ ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจตลอดทั้งปีมีการเติบโตช่วงระหว่าง 1.7-2% จากเดิมเมื่อต้นปีที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 4.5% ก่อนจะปรับลดลงเหลือ 2.6% แม้ว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินว่าจะโตได้แค่ 1.5% ก็ตาม
สำหรับเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจในเดือน ต.ค. 2554 พบว่าเศรษฐกิจไทยมีการหดตัวอย่างรุนแรงมากที่สุด เนื่องจากผลของภาวะอุทกภัยที่กระทบทุกภาคส่วน ทั้งการใช้จ่าย การผลิต การบริการ และการส่งออก สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ ขยายตัว 11.3% เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 13.3% ยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งหดตัวลง -38.8% ยอดจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ที่หดตัว -41.8% การส่งออก zเพิ่มขึ้นเพียง 0.3%
นายสมชัย กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจปี 2555 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 5% เนื่องจากฐานปีนี้ต่ำ ประกอบกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกปรับตัวดีขึ้น แต่ต้องจับตาปัญหาหนี้สินในยุโรปด้วย
นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 2555 เป็นปีที่มีการทำงบขาดดุลมากถึง 4 แสนล้านบาท และยังมีช่องว่างให้ออก พ.ร.ก.กู้เงินได้อีก 4 แสนล้านบาท เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและฟื้นฟูประเทศ ซึ่งมาจากการขาดดุลเพิ่มได้อีก 1 แสนล้านบาท ตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ และการก่อหนี้ต่างประเทศได้อีก 2 แสนล้านบาท และการค้ำประกันหนี้รัฐวิสาหกิจได้อีก 10% คิดเป็นเม็ดเงิน 1 แสนล้านบาท ถ้าหากรัฐบาลต้องการใช้เงินก็สามารถทำได้โดยการออกเป็น พ.ร.ก.เหมือนรัฐบาลก่อน
อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งที่น่ากังวลคืองบประมาณในปี 2556 จะขาดดุลมาก เพราะผลจากการกระตุ้นเศรษฐกิจ
นายบุญชัย จรัสแสงสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สศค. กล่าวว่า น้ำท่วมที่เกิดขึ้นทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 4.2% จากเดือน ก.ย. อยู่ที่ 4% เนื่องจากราคาสินค้าสำเร็จรูป อาหารสดปรับสูงขึ้น และคาดว่าในเดือน พ.ย.เงินเฟ้อน่าจะเร่งตัวขึ้นต่อ แต่ทั้งปีน่าจะอยู่ในกรอบ 3.9%
ด้านนายเฟรเดอริก นิวมานน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชีย ธนาคารเอชเอสบีซี ประเมินว่า ผลกระทบปัญหาอุทกภัยทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตลดลง 1.7% และคาดว่าจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในไตรมาสแรกของปีหน้า จากการเร่งใช้จ่ายของภาครัฐเพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและภาคอุตสาหกรรมคาดว่าจะโต 5%
ทั้งนี้ ในระยะสั้นธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ถึงกลางปีหน้า เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ







