
เตือนหุ้น-ทองยังเสี่ยงลง
บลจ.กสิกร-บล.ฟิลลิปห่วงลูกค้า ราคาขึ้นมาเยอะยุโรปยังไม่ชัด
โพสต์ทูเดย์
— “บลจ.กสิกรไทยบล.ฟิลลิป” เตือนอย่าชะล่าใจ แนะจับตาแก้ปัญหาหนี้ยุโรป หวั่นกระทบตลาดหุ้นทองคำอีกรอบ แนะพักเงินกองทุนตลาดเงินบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์การลงทุนในช่วงนี้ ว่า ต้องจับตาดูมาตรการของธนาคารกลางยุโรป (ECB) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ว่าจะสามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับมาสู่ประเทศกรีซและภูมิภาคยุโรปได้หรือไม่ เนื่องจากยังไม่มีแผนออกมาชัดเจนว่าจะช่วยเหลืออย่างไร ซึ่งคาดว่าตลาดหุ้นและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะทองคำจะมีความผันผวนไปอีกสักระยะหนึ่ง
ทั้งนี้ ก่อนหน้ามีข่าวว่าประเทศเยอรมนีประกาศจะเข้าช่วยเหลือประเทศกรีซคิดเป็นเงินประมาณ 1 ล้านล้านบาท
ปัจจุบันกองทุนของ บลจ.กสิกรไทย ไม่มีการลงทุนในตราสารหนี้ที่ออกโดยประเทศกรีซ สเปน โปรตุเกส อิตาลี หรือไอร์แลนด์ หรือที่เรียกว่า (PIGS ) มีกองทุนเปิด เค โกลบอล อีเมอร์จิง มาเก็ต บอนด์ (KGEMBOND) ซึ่งจะลงทุนในกองทุนหลัก DB Platinum EMLIN Sovereign Bond Fund ซึ่งเน้นการลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐและกึ่งรัฐของตลาดเกิดใหม่ ปัจจุบันประเทศผู้ออกตราสารในกองทุนมีอันดับเครดิตเฉลี่ย A โดยในปี 2552 กองทุนนี้จ่ายเงินปันผลแล้ว 2 ครั้ง รวม 1.77 บาทต่อหน่วย
ด้านนายสานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า การลงทุนในช่วงวันที่ 23 ก.พ.2 มี.ค.นี้ แนะให้ระมัดระวังการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เนื่องจากราคาปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมากในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นกว่า 7% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ราคาทองคำเพิ่มขึ้น 1.60% ในสัปดาห์ก่อนมาอยู่ที่ 1,118.45 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ แม้เงินเหรียญสหรัฐจะแข็งค่า แต่เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่ใช้ป้องกันความเสี่ยงได้ หลังนักลงทุนกังวลความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ของยุโรป
“
แม้ความกังวลเรื่องหนี้ของประเทศแถบยุโรปจะลดลงมาบ้าง ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทสหรัฐออกมาดี ทำให้ความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่การลงทุนยังมีความไม่แน่นอนสูง การแก้ไขปัญหาหนี้ในยุโรปยังไม่ชัดเจน ทำให้ค่าเงินยูโรยังคงผันผวน และ Dollar Index อยู่ในระดับสูง” นายสานุพงศ์ กล่าวนอกจากนี้ การประกาศเพิ่มอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานขึ้น 0.25% เป็น 0.75% ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สร้างความกังวลต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นจะมาเร็วกว่าคาดไว้ และจีนยังมีโอกาสที่จะออกมาตรการควบคุมการปล่อยสินเชื่อและการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์ จึงยังแนะนำให้พักเงินไว้ในกองทุนตลาดเงินเช่นเดิม







