posttoday
ตราสารศุกูก (ตอนที่ 2)

ตราสารศุกูก (ตอนที่ 2)

24 กุมภาพันธ์ 2553

 

 

...สมาคมบริษัทจัดการลงทุน

 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้อธิบายการลงทุนตามหลักศาสนาอิสลาม มาสัปดาห์นี้ขออธิบายโครงสร้างของตัวตราสารศุกูกนะครับ ตราสารตัวนี้จะมีลักษณะใกล้เคียงกับ ตราสาร Securitization ที่เคยมีเสนอขายกันในช่วง 23 ปีก่อนหน้านี้ แต่มีประเด็นที่แตกต่างกันอยู่ก็คือ ความเสี่ยงจากการลงทุนครับ

สมมติว่ามีบริษัทเช่าซื้อแห่งหนึ่งต้องการหาเงินระดมทุน บริษัทสามารถระดมทุนได้สองรูปแบบ คือ

1) ออกตราสาร Securitization โดยจัดตั้งนิติบุคคลเพื่อแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (SPV) โดย SPV ที่จัดตั้งขึ้นนี้จะมีสถานะทางกฎหมายแยกต่างหากจากบริษัท SPV จะออกไประดมทุนในรูปแบบตราสารหนี้ (Securitization Bond) และนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปซื้อพอร์ตลูกหนี้ของบริษัทเช่าซื้อ โดยบริษัทเช่าซื้อจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าหนี้แก่ SPV ดังนั้นความเสี่ยงที่สำคัญของตราสารตัวนี้ ก็คือ ความสามารถในการจ่ายหนี้ของลูกหนี้ คุณภาพของรถยนต์ที่เป็นหลักประกัน มิใช่ความเสี่ยงของบริษัทเช่าชื้อในการประกอบธุรกิจ (Asset Back)

2) ระดมทุมในรูปตราสารศุกูก โดยบริษัทเช่าซื้อทำหน้าที่เป็น Asset Trustee (SPV) และระดมทุนโดยออกใบทรัสต์ขายแก่ผู้ต้องการร่วมลงทุน ใบทรัสต์นี้จะแสดงสัดส่วนการได้รับผลประโยชน์จากพอร์ตเช่าซื้อ ซึ่งเป็นคล้ายใบที่แสดงความเป็นหุ้นส่วนในธุรกิจ ขณะเดียวกัน ผู้ระดมทุนนี้จะต้องทำข้อตกลงล่วงหน้าในการซื้อใบแสดงความเป็นหุ้นส่วนธุรกิจคืนในราคาที่กำหนด ณ วันที่ใบทรัสต์ครบอายุ เห็นได้ว่าตราสารศุกูกนี้จะไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์ แต่จะเป็นการร่วมรับความเสี่ยงพอร์ตลูกหนี้ และมีราคาล่วงหน้าของการซื้อใบทรัสต์คืน

ดังนั้นความเสี่ยงที่สำคัญของตราสารศุกูกตัวนี้คือ ความเสี่ยงของผู้ระดมทุนในการประกอบธุรกิจ และความสามารถในการทำตามข้อตกลงในการซื้อใบทรัสต์คืนในอนาคต ณ ราคาที่ได้กำหนดไว้

เห็นได้ว่าความเสี่ยงของตราสารทั้งสองตัวนี้ แตกต่างกัน กล่าวคือ กรณีของตราสาร Securitization ความเสี่ยงจะอยู่ที่คุณภาพของทรัพย์สินที่เป็นเจ้าของ ในขณะที่ตราสารศุกูก ความเสี่ยงจะอยู่ที่ความสามารถของผู้ระดมทุนในการดำเนินธุรกิจและทำตามข้อตกลงครับ

สำหรับโครงสร้างของตราสารศุกูกนี้ เนื่องจากมีหลายรูปแบบมาก จึงจะขอเลือกแบบง่ายที่สุดมาอธิบายกันนะครับ ซึ่งรายละเอียดของตราสารที่จะออกในบ้านเราอาจต่างไปจากนี้ก็ได้ครับ

ขั้นแรก กิจการ (Corporate) มีทรัพย์สิน เช่น ที่ดินและอุปกรณ์แต่ขาดแคลนเงินทุนจึงได้จัดตั้ง SPV ขึ้น และมีการระดมทุนกับนักลงทุน (Investors) โดยได้เงินลงทุนมา (ตามข้อ 2a)

ขั้นที่สอง SPV นำเงินที่ได้ไปร่วมลงทุนกับกิจการ โดยในที่นี้ก็คือ SPV ลงเงิน และกิจการลงที่ดินหรืออุปกรณ์ (ตามข้อ 1 และ 2b) ซึ่งในที่นี้ขอใช้คำรวมว่ากิจการร่วมลงทุน (MusharaKah)

ขั้นที่สาม กิจการในฐานะผู้แทนของกิจการร่วมลงทุนจะใช้เงินจาก SPV เพื่อพัฒนาสินทรัพย์ และขาย/เช่าชื้อ สินค้าในนามของกิจการร่วมลงทุน

ขั้นที่สี่ กิจการจะได้รับค่าธรรมเนียมซึ่งมีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำและ Incentive Fee เพื่อตอบแทนการดำเนินการต่างในการผลิตสินค้าและบริการ (ตามข้อ 4)

ขั้นที่ห้า กำไรซึ่งเกิดขึ้นหลังหักค่าธรรมเนียมจะกระจายไปตามสัดส่วนที่ได้ตกลงไว้ระหว่างผู้ลงทุนและกิจการในวันที่ออกตราสารศุกูก (ตามข้อ 3 และ 4)

ขั้นที่หก ในแต่ละงวดเวลากิจการจะค่อยๆ ทยอยซื้อตราสารคืนจากนักลงทุนตามราคาและอัตราการซื้อคืนที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้า จนกระทั่งไม่มีตราสารศุกูกเหลือเมื่อตราสารครบอายุ (ตามข้อ 6)

ขั้นที่เจ็ด ในแต่ละงวดเวลา SPV จะทยอยจ่ายคืนกระแสเงินจากส่วนแบ่งกำไรและการซื้อตราสารคืน โดยจ่ายคืนแก่นักลงทุน (ตามข้อ 5)

เนื่องจากตัวตราสารมีความซับซ้อน ดังนั้นผู้ลงทุนในตราสารศุกูกนี้ จึงต้องมีความเข้าใจในธุรกิจ เครดิตของผู้ระดมทุน และโครงสร้างของตัวตราสาร อย่าลืมว่าถ้ามีผลตอบแทนก็ย่อมต้องมีความเสี่ยงครับ เชื่อว่าในกลางปีนี้ คงมีตราสารศุกูกออกมาเพื่อเป็นทางเลือกแก่ผู้ลงทุนครับ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน